top of page

บทเรียนจากสงขลา: ความร่วมมือระดับจังหวัดเพื่อจัดบริการให้ถึงผู้ป่วยติดเตียงและครอบครัว

5 hours ago
3 min read

สำหรับผู้ป่วยติดเตียง บ้านเป็นพื้นที่ที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตในแต่ละวันการขยับตัวจากนอนเป็นนั่ง การเช็ดตัว เปลี่ยนผ้าอ้อม พาเข้าห้องน้ำ ไปจนถึงการนอนให้ปลอดภัยตลอดคืน รวมถึงการดูแลโดยญาติหรือผู้ดูแลก็จะหนักหรือเบาตามสภาพพื้นที่ด้วย หากบ้านคับแคบ พื้นต่างระดับ ห้องน้ำใช้ลำบาก หรืออากาศถ่ายเทไม่ดี ความลำบากจะเกิดขึ้นกับทุกคน

งานของ RISE IMPACT ภายใต้การสนับสนุนของ สสส. ศึกษาว่า จะทำให้บริการปรับบ้านและบริการที่เกี่ยวข้องทำงานดีขึ้นได้อย่างไร เพื่อให้ผู้สูงอายุมีความเป็นอยู่ที่ดี มั่นคงปลอดภัยและเข้าถึงบริการที่ต้องการ  บทความนี้ชวนทำความเข้าใจคำถามนั้นผ่านกรณีของจังหวัดสงขลา เมื่อหลายหน่วยงานมาร่วมมือกันการจัดบริการเปลี่ยนแปลงดีขึ้นอย่างไร

ผู้ป่วยติดเตียงที่อาจเปลี่ยนชีวิตทั้งครอบครัว

ป้าละไม* อายุ 72 ปี อาศัยอยู่กับลูกสาวและหลานในบ้านชั้นเดียวหลังเล็กแห่งหนึ่งในสงขลา หลังจากป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง ป้าละไมลุกนั่งเองแทบไม่ได้ ต้องนอนอยู่บนเตียงเกือบทั้งวัน ลูกสาวซึ่งเคยรับจ้างรายวันต้องลดวันทำงานลงเพื่อมาดูแลเธอ เวลาเช็ดตัว เปลี่ยนผ้าอ้อม หรือยกตัวขึ้นนั่ง ลูกสาวทำคนเดียวแทบทั้งหมด การดูแลในบ้านหลังเดิมเริ่มลำบากขึ้น ห้องน้ำในบ้านอยู่ไกลจากที่นอน เก่าโทรม พื้นลื่น ช่องประตูก็แคบเกินกว่าที่จะเข็นรถเข็นผ่านเข้าออกได้ อากาศถ่ายเทไม่ค่อยดี ทำให้เริ่มรู้สึกมีกลิ่นอับไม่สบายตัว

เรื่องราวของป้าละไมทำให้เห็นว่าเธอและครอบครัวได้รับผลกระทบหลายด้าน ทั้งอาการป่วยของเธอ ค่ายาและของใช้เพิ่มขึ้น ลูกสาวผู้ดูแลใกล้ชิดต้องหยุดทำงาน ค่าเดินทางไปหาหมอก็เพิ่มขึ้น จากการประเมินของ TDRI ประเมินว่า ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการดูแลผู้สูงอายุติดเตียงอยู่ที่ประมาณ 19,129 บาทต่อคนต่อเดือน[1] สำหรับครอบครัวรายได้น้อย ค่าใช้จ่ายระดับนี้ทำให้รายรับของทั้งบ้านตึงมือขึ้นไปอีก

แม้ประเทศไทยมีบริการดูแลระยะยาว (Long Term Care หรือ LTC) สำหรับผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียง มีทั้งบุคลากรสุขภาพ ทีมสหวิชาชีพและผู้ดูแลช่วยกันติดตามอาการ ให้คำแนะนำและดูแลผู้สูงอายุถึงที่บ้าน แต่สำหรับครอบครัวที่มีผู้ป่วยติดเตียง นอกจากบริการสุขภาพแล้ว ยังต้องการปรับพื้นที่บ้านใหม่ ให้ย้ายตัวได้สะดวก ดูแลความสะอาดได้ ลดความเสี่ยงที่จะลื่นล้มซึ่งจะซ้ำให้สถานการณ์แย่ลง รวมถึงต้องหากายอุปกรณ์ของใช้เพิ่มขึ้น เพื่อช่วยให้ทำสิ่งต่าง ๆ ได้ 

แต่การขอรับบริการเหล่านี้ ผู้ป่วยและครอบครัวต้องประสานหน่วยบริการหลายทาง หลายขั้นตอน เช่น เรื่องสุขภาพดูแลโดย รพ.สต. ในพื้นที่ เรื่องสิทธิสวัสดิการโดย พมจ. เช่น เงินช่วยเหลือ บัตรคนพิการ หรือการสงเคราะห์ครอบครัว ครอบครัวผู้ป่วยต้องติดต่อกับ อบต./เทศบาล รวมถึงบริการปรับบ้านโดย พมจ. หรือ อบจ. ครอบครัวต้องขอรับบริการผ่าน อบต./เทศบาลช่วยประสานงานบริการ นอกจากนั้น หลายหน่วยงานต้องการข้อมูลหรือเอกสารประกอบการพิจารณา เมื่อผ่านแล้วจึงจะรับบริการได้ ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับครอบครัวต้องดูแลผู้ป่วยอยู่ทุกวัน

นี่คือจุดที่งานบริการของจังหวัดสงขลาน่าสนใจ จากเดิมที่บริการมักกระจายตัวตามความรับผิดชอบของหลายหน่วยงาน แต่หน่วยงานระดับจังหวัดสงขลาร่วมมือกัน ออกแบบและจัดระบบเพื่อส่งมอบให้ไปถึงบ้านผู้ป่วยติดเตียงและครอบครัวไปพร้อมกัน เช่น บ้านที่ไม่ปลอดภัยได้รับการปรับไปพร้อมกับการดูแลสุขภาพของผู้ป่วย ผู้ป่วยเข้าถึงสิทธิสวัสดิการ พร้อมกับผู้ดูแลได้รับการช่วยเรื่องรายได้ไปด้วย 


ความร่วมมือของหน่วยงานระดับจังหวัดสงขลา

จังหวัดสงขลามี สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) ดูแลสิทธิและสวัสดิการ ให้บริการปรับบ้าน, องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.) โดยกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพจังหวัด ให้บริการฟื้นฟูร่างกาย การจัดหาอุปกรณ์ และการปรับสภาพแวดล้อม, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ให้บริการด้านสุขภาพ การส่งต่อผู้ป่วย และการประสานระบบบริการสุขภาพในระดับจังหวัด ฯลฯ ทำให้เห็นว่า จังหวัดสงขลามีหน่วยงานที่ให้บริการค่อนข้างพร้อม

จุดที่ทำให้หน่วยงานระดับจังหวัดเหล่านี้ทำงานประสานกัน เกิดจากสองแนวคิดที่มาบรรจบกัน ฝ่ายหนึ่งคือ พมจ.สงขลา ซึ่งขับเคลื่อนโครงการ “ความสุขเริ่มที่บ้าน” ภายใต้การสนับสนุนของ สสส. โดยใช้บ้านเป็นจุดตั้งต้นในการดูแลครอบครัวและสิทธิสวัสดิการพื้นฐาน อีกฝ่ายคือ อบจ.สงขลา โดยกองทุนฟื้นฟูฯ นำ “เติมสุขโมเดล” ขยายงานบริการสุขภาพระดับพื้นที่ให้ครอบคลุมคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง ทั้งการรักษา การฟื้นฟู กายอุปกรณ์ และสภาพแวดล้อม

เมื่อทั้งสองหน่วยงานมาคุยกันพบว่าเป้าหมายใกล้เคียงกันมาก จึงร่วมผลักดันให้เกิดโครงการ “รวมพลังชาวสงขลาให้ทุกครัวเรือนมีบ้าน : ความสุขเริ่มที่บ้าน” ให้เป็นวาระระดับจังหวัด ที่ทำให้ทำให้หน่วยงานที่มีภารกิจต่างกันเริ่มเห็นทิศทางเดียวกันว่า บ้านคือจุดตั้งต้นของคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ทั้งสุขภาพ สิทธิ สวัสดิการ รายได้ สภาพแวดล้อม และการดูแลกันในครอบครัว 

เมื่อมีวาระร่วมชัดเจน ทำให้งานของแต่ละฝ่ายเริ่มต่อกันเป็นภาพเดียวมากขึ้น จังหวัดสงขลาจึงมีกลไกทางการรองรับ ทั้งคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพจังหวัด และคณะทำงานโครงการรวมพลังชาวสงขลาให้ทุกครัวเรือนมีบ้าน กลไกเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะช่วยให้การทำงานข้ามหน่วยงานมีฐานรองรับ โดยเฉพาะเรื่องที่ต้องใช้อำนาจหน้าที่ งบประมาณ หรือการตัดสินใจในระดับจังหวัด

แต่งานบริการมีรายละเอียดหน้างานมาก คณะทำงานจังหวัดต้องรู้ว่าบ้านหลังนี้อยู่ที่ไหน ติดเรื่องสุขภาพหรือสิทธิ รายได้หรืองานออกแบบ ที่ดินหรือข้อจำกัดของงบประมาณ และควรส่งต่อให้ใครเป็นคนช่วยต่อ ฯลฯ สถานการณ์นี้ต้องมีเวทีคุยกันบ่อย ต้องปรับตามสถานการณ์ และต้องตัดสินใจเร็วพอสมควร ขณะที่คณะกรรมการทางการไม่ได้ออกแบบมาให้ประชุมบ่อย หรือแก้ปัญหารายเคสหรือประสานงานหน้างานทุกวัน

จังหวัดสงขลาจึงมีกลไกคณะทำงานแกนกลาง (Core team) ในฐานะกลไกระดับปฏิบัติ ที่ขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างหน่วยงานระดับจังหวัด ภาคีวิชาการ และภาคประชาสังคมเข้ามาทำงานร่วมกัน เชื่อมข้อมูล ทรัพยากร และประสานบทบาทของแต่ละฝ่ายให้ไปตอบโจทย์บ้านผู้สูงอายุได้ดีขึ้น 

คณะทำงานแกนกลางจังหวัดสงขลา

คณะทำงานแกนกลางจังหวัดสงขลา ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานหลายฝ่าย ทั้ง อบจ. พมจ. สสจ. สปสช. พช. ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม เข้ามาอยู่ในคณะเดียวกัน เพื่อช่วยกันมองว่า เป้าหมายของแต่ละหน่วยงานจะเชื่อมกันได้อย่างไร แต่ละฝ่ายมีข้อมูล งบประมาณ คน เครือข่ายในพื้นที่ ที่สามารถเชื่อมต่อกันได้

บทบาทของคณะทำงานแกนกลางจึงทั้งร่วมกันออกแบบและประสานงานในเวลาเดียวกัน ช่วยวิเคราะห์สถานการณ์ ระดมความคิดเห็น ประสานเครือข่าย และเมื่อเจอเรื่องที่ต้องใช้อำนาจทางการ เช่น งบประมาณ หรือการตัดสินใจระดับจังหวัด ก็ส่งเรื่องต่อเข้าสู่กลไกทางการให้เดินต่อได้

ในคณะทำงานนี้ อบจ.สงขลา โดยกองทุนฟื้นฟูฯ ทำหน้าที่เป็นแกนประสานความร่วมมือ เพราะอยู่ตรงกลางระหว่างหลายระบบพอดี ด้านหนึ่งมีภารกิจเรื่องปรับบ้านและฟื้นฟูร่างกาย อีกด้านเชื่อมกับ อบต./เทศบาลในพื้นที่ได้ และมีแนวทางจากเติมสุขโมเดลที่มองการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ ทั้งการรักษาโรค ที่อยู่อาศัย รายได้ และคุณภาพชีวิตทุกด้าน 

สำหรับบริการบ้านผู้สูงอายุหนึ่งหลัง อบจ. และคณะทำงานช่วยกันดูว่าควรได้รับบริการ แล้วประสานงาน ส่งต่อหน่วยงานอย่างตรงจุด เช่น ด้านเรื่องสุขภาพ ประสาน สสจ. หรือ รพ.สต. ในพื้นที่ ด้านสิทธิและสวัสดิการ เช่น บัตรคนพิการหรือเงินช่วยเหลือ ก็ประสาน พมจ. ด้านรายได้ของครอบครัว ก็ประสาน พช. และเรื่องที่ต้องใช้งบระดับจังหวัดหรือการตัดสินใจจากผู้มีอำนาจ ก็ส่งต่อให้คณะกรรมการหน่วยงาน หรือคณะทำงานโครงการรวมพลังชาวสงขลาฯ ต่อ

สำหรับบ้านที่ต้องปรับจริง แต่ อบต. หรือเทศบาลไม่มีสถาปนิกหรือคนเขียนแบบที่ชำนาญพอ ทีมก็ดึงนักศึกษาและอาจารย์จาก มทร.ศรีวิชัย หรือวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่เข้ามาช่วย เพราะงานปรับบ้านผู้ป่วยติดเตียงต้องออกแบบให้ตรงกับสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละคน ไม่ใช่ปรับแบบเดียวกันทุกหลัง ต้องดูด้วยว่าผู้ป่วยลุกนั่งได้แค่ไหน ใช้รถเข็นหรือเปล่า ผู้ดูแลเป็นใคร และงบประมาณที่ อบต. มีอยู่นั้นพอทำอะไรได้บ้าง

นอกจากนั้น ถ้าเป็นบริการที่หน่วยงานรัฐทำเองได้ไม่เต็มที่ คณะทำงานแกนกลางจะประสานภาคีวิชาการและภาคประชาสังคมเข้ามาร่วมจัดบริการ เช่น บริการปรับบ้าน แต่ อบต./เทศบาลมีข้อจำกัดเรื่องช่างเขียนแบบประมาณการราคา คณะทำงานสามารถดึง มทร.ศรีวิชัย หรือวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่เข้ามาเสริมองค์ความรู้ด้านเทคนิคและช่วยเขียนแบบ

หรือกรณีบ้านผู้สูงอายุที่รัฐให้บริการไม่ได้เพราะติดเงื่อนไขเรื่องที่ดิน บ้านเช่า หรือเอกสารสิทธิ คณะทำงานประสานภาคประชาสังคม เช่น มูลนิธิคนช่วยคน หรือสมาคมอาสาสร้างสุข เข้ามาช่วยต่อ ผ่านการระดมทุน วัสดุ แรงงาน หรือทุนทางสังคมในชุมชน

จากข้อสังเกตทีมวิจัยเห็นว่า จุดเด่นของคณะทำงานแกนกลางจังหวัดสงขลามี 3 เรื่อง ดังนี้

เรื่องแรกคือ ทำให้เกิดความร่วมมือข้ามภาคส่วนระหว่างหน่วยงานรัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ทุกฝ่ายมาร่วมจัดบริการบนโจทย์เดียวกัน และแต่ละฝ่ายสามารถนำความถนัดมาสนับสนุนในจุดที่ระบบบริการเดิมขาด เช่น ภาครัฐมีจุดแข็งเรื่องอำนาจ งบประมาณ สิทธิสวัสดิการ และระบบบริการพื้นฐานภาควิชาการมีจุดแข็งเรื่องความรู้เฉพาะทาง การวิเคราะห์ข้อมูล และการพัฒนาเครื่องมือภาคประชาสังคมมีจุดแข็งเรื่องความใกล้ชิดชุมชน ทำงานได้ยืดหยุ่นกว่ารัฐ สามารถระดมทุนและช่วยเหลือกรณีที่ติดเงื่อนไขของรัฐ

เรื่องที่สองคือ มีเวทีพูดคุยที่คล่องตัวกว่ากลไกทางการ โดยคณะทำงานแกนกลางสามารถนัดปรึกษาพูดคุย ทบทวนปัญหา และหาทางออกได้ต่อเนื่อง และเมื่อเจอปัญหาหน้างาน ไม่ต้องรอให้เรื่องค้างอยู่ในระบบนานเกินไป แต่สามารถช่วยกันวิเคราะห์ว่า ปัญหานี้ควรแก้ด้วยข้อมูล งบประมาณ คนทำงาน เครือข่าย หรือการส่งต่อเข้าสู่กลไกทางการ แม้บางช่วงกลไกทางการจะเคลื่อนไหวช้า แต่คณะทำงานแกนกลางที่เห็นเป้าหมายเดียวกัน ทำให้การประสานงานยังเดินต่อได้

เรื่องที่สามคือ คณะทำงานแกนกลางช่วยรักษาโจทย์ร่วมไม่ให้หลุดระหว่างทาง เพราะเมื่อแต่ละฝ่ายมีภารกิจ ข้อจำกัดและมีวิธีทำงานของตัวเอง คณะทำงานจะทำหน้าที่คอยดึงทุกฝ่ายกลับมาที่เป้าหมายหลักคือ การส่งมอบบริการไปถึงบ้านของกลุ่มเป้าหมายได้จริง 

ด้วยกลไกสองชั้น ทั้งระดับนโยบายที่กำหนดทิศทาง และคณะทำงานแกนกลาง จังหวัดสงขลาจึงมีโครงสร้างที่หน่วยงานต่าง ๆ สามารถทำงานบนโจทย์เดียวกันคือ ครอบครัวและบ้านผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงบริการที่ควรได้รับ และพร้อมจะขยับไปสู่โจทย์บริการต่อมาว่า ควรเริ่มจากกลุ่มไหนก่อน 

ร่วมให้บริการสำหรับผู้ป่วยติดเตียง

ทีมวิจัย RISE IMPACT เห็นว่า สงขลามีจุดเริ่มต้นที่ได้เปรียบหลายอย่างคือ เป็นหนึ่งใน 5 จังหวัดพื้นที่นำร่อง โครงการหุ้นส่วนทางสังคม[2] มีผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานระดับจังหวัดให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของกลุ่มคนเปราะบาง และมีคณะทำงานแกนกลางระดับจังหวัดทั้ง อบจ. (กองทุนฟื้นฟูฯ), พมจ., สสจ., มูลนิธิ ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ ที่พร้อมขับเคลื่อนบริการผู้สูงอายุและการปรับสภาพบ้านอยู่แล้ว แต่เพราะโจทย์ผู้สูงอายุทั้งจังหวัดใหญ่เกินกว่าจะจัดการได้พร้อมกันทีเดียว แต่ละฝ่ายอาจยังไม่มีภาพร่วมกันชัดว่า ควรเริ่มจากกลุ่มไหน แต่ละฝ่ายเข้ามาช่วยอย่างไร และจะส่งต่อกันอย่างไรให้ตรงจุด

ทีมวิจัยจึงจัดวงพูดคุยร่วมกับคณะทำงานแกนกลาง ทั้ง อบจ., พมจ., สสจ., สปสช.เขต 12, มูลนิธิชุมชนสงขลา, มูลนิธิคนช่วยคน, สมาคมอาสาสร้างสุข, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย (มทร.ศรีวิชัย)  และวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ เพื่อช่วยกันทบทวนว่า กลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องการความช่วยเหลือในจังหวัดสงขลา ควรเริ่มให้บริการกลุ่มไหนก่อน[3]

วงพูดคุยจึงเริ่มจากนั้นจึงเลือกพุ่งเป้าปิดช่องว่างทีละกลุ่ม จากกลุ่มผู้สูงอายุทั้งจังหวัดราว 250,000 คน มาถึงผู้สูงอายุที่พิการราว 20,000 คน มาสู่กลุ่มที่หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าเริ่มได้จริง คือ กลุ่มผู้ป่วยติดเตียง เพราะเป็นกลุ่มที่เดือดร้อนชัด เข้าถึงบริการยาก การเจ็บป่วยกระทบทั้งครอบครัว 

คณะทำงานแกนกลางมองว่า ครอบครัวผู้ป่วยติดเตียงต้องการการดูแลสุขภาพที่ต่อเนื่อง สิทธิสวัสดิการ ลดภาระด้านรายได้สำหรับครอบครัวและผู้ดูแล กายอุปกรณ์ที่ช่วยลดภาระในชีวิตประจำวัน และสภาพแวดล้อมที่ทำให้ผู้ป่วยกับคนดูแลอยู่ร่วมกันได้ปลอดภัยขึ้น

จากการพูดคุย ทำให้แต่ละฝ่ายเห็นบริการที่จะส่งมอบให้กับครอบครัวผู้ป่วยติดเตียงหนึ่งหลัง  พมจ. เห็นสิทธิและสวัสดิการที่ครอบครัวยังอาจเข้าไม่ถึง อบจ.โดยกองทุนฟื้นฟูฯ เห็นสภาพบ้านที่ต้องปรับให้เอื้อต่อการดูแล และการจัดหากายอุปกรณ์ พช. เห็นปัญหารายได้และความเปราะบางทางเศรษฐกิจของครัวเรือน ภาควิชาการเห็นโจทย์การออกแบบบ้านเฉพาะราย ส่วนภาคประชาสังคมมองเห็นช่องว่างที่รัฐอาจช่วยได้ไม่เต็มที่

จากนั้น คณะทำงานแกนกลางใช้ระบบข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ 3 แห่งคือ ข้อมูลสุขภาพระบบสิทธิบัตรทองของ สปสช. ข้อมูลสิทธิสวัสดิการของ พม. และข้อมูลรายได้ของ พช. จนระบุกลุ่มเป้าหมายที่ควรช่วยเหลือเร่งด่วน 200 คน[3] เริ่มจากหน่วยงานภาครัฐได้วางบทบาทตัวเองรับผิดชอบ ดังนี้[3]

  • อบจ. โดยกองทุนฟื้นฟูฯ เป็นเจ้าภาพเรื่องบริการปรับสภาพบ้าน การฟื้นฟูร่างกาย และการจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับผู้ป่วยติดเตียง โดยมี สปสช.เขต 12 ช่วยเชื่อมกับระบบหลักประกันสุขภาพและสนับสนุนงบประมาณ

  • พมจ. เป็นเจ้าภาพด้านสังคม เข้ามาดูแลสิทธิและสวัสดิการที่ผู้ป่วยและครอบครัวจะต้องได้รับ ทั้งบัตรคนพิการ เงินช่วยเหลือ หรือการสงเคราะห์อื่น ๆ 

  • สสจ. เป็นเจ้าภาพด้านสุขภาพ ดูเรื่องบริการรักษา การฟื้นฟูสุขภาพ และการติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง

  • พช. เป็นเจ้าภาพด้านเศรษฐกิจ ดูเรื่องสิทธิสำหรับครอบครัวผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องรายได้

ความร่วมมือที่เกิดขึ้นคือ หน่วยงานจังหวัดแต่ละฝ่ายเอาบทบาทมาสนับสนุนเพื่อร่วมกับแก้ปัญหา โดยมีบ้านผู้ป่วยติดเตียงเป็นจุดร่วม


ช่องว่างของระบบบริการและทางออกที่มาจากความร่วมมือ

คณะทำงานแกนกลางเริ่มต้นจากกลุ่มผู้ป่วยติดเตียง นอกจากรายชื่อคนที่ควรได้รับความช่วยเหลือ ก็เริ่มเห็นช่องว่างของระบบบริการทีละจุด สะท้อนว่า การดูแลผู้ป่วยติดเตียงหนึ่งครอบครัวซับซ้อนเกินกว่าหน่วยงานรัฐจะทำได้ครบ ดังนั้น สิ่งที่คณะทำงานแกนกลางทำคือ ใช้ฐานความร่วมมือมองปัญหาร่วมกันว่าช่องว่างของระบบคืออะไร และใครสามารถเข้ามาสนับสนุนอย่างไรได้บ้าง ดังนี้

ช่องว่างแรกคือ ระบบข้อมูล คณะทำงานเริ่มจากข้อมูลบ่งชี้ผู้ป่วยติดเตียง 200 คน และนัดหมาย อบต./เทศบาลลงพื้นที่ตรวจสอบ กลับเจอปัญหาข้อมูลจริงไม่ตรงกับระบบ บางคนเสียชีวิตไปแล้ว บางคนย้ายที่อยู่ บางคนอาการดีขึ้นจนพ้นภาวะติดเตียงไปแล้ว หรือบางรายมีคุณภาพชีวิตดีกว่าที่ข้อมูลระบุไว้ ในขณะเดียวกัน มีครอบครัวที่คนในพื้นที่รู้ดีว่าเดือดร้อนหนัก กลับไม่ปรากฏในระบบข้อมูลเลย[4] ทำให้เห็นว่า ข้อมูลรัฐที่ใช้เป็นจุดตั้งต้นนั้น แต่ยังไม่พอสำหรับการให้บริการได้จริง 

การดูแลผู้ป่วยติดเตียงหนึ่งครอบครัว ต้องการมากกว่าชื่อและที่อยู่ในระบบ ต้องรู้ว่าบ้านหลังนั้นยังอยู่จริงไหม คนป่วยมีอาการอย่างไรตอนนี้ ใครเป็นคนดูแล บ้านปลอดภัยพอหรือเปล่า ครอบครัวมีรายได้พอกินหรือเปล่า และมีเงื่อนไขอะไรที่ทำให้เข้าถึงบริการไม่ได้บ้าง

นี่คือจุดที่มูลนิธิชุมชนสงขลา เครือข่ายอาสาสมัครในพื้นที่ ทั้ง อพม. อสม. และเจ้าหน้าที่ อบต./เทศบาล ช่วยกันลงพื้นที่ทบทวนข้อมูลตรวจสอบกับชีวิตจริงทีละครอบครัว แล้วรวบรวมเข้าสู่ระบบ iMed@home และจะเชื่อมต่อไปยัง “Data Help Center” ระบบข้อมูลกลางของจังหวัดสงขลา ที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ร่วมพัฒนาขึ้น[4] ระบบนี้ทำให้คณะทำงานเห็นบริการที่บ้านแต่ละหลังต้องการ และช่องทางที่จะประสานต่อ นอกจากนั้นหน่วยงานระดับจังหวัดแต่ละฝ่ายสามารถนำข้อมูลไปใช้วางแผนในระดับนโยบายได้

ช่องว่างที่สองคือ แบบบ้านและประมาณราคา งานซ่อมแซมบ้านผู้ป่วยติดเตียงแต่ละหลังมีข้อจำกัดไม่เหมือนกัน บางหลังต้องปรับห้องน้ำ บางหลังต้องขยายทางเข้า บางหลังต้องจัดพื้นที่ให้ผู้ดูแลพลิกตัวหรือเคลื่อนย้ายผู้ป่วยได้สะดวก และ อบต./เทศบาลหลายแห่งยังไม่มีช่างเขียนแบบที่เฉพาะทางพอจะออกแบบให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละรายได้

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มทร.ศรีวิชัย และเครือข่ายด้านเทคนิคจึงเข้ามาเติมช่องว่างนี้ ทีมอาจารย์และนักศึกษาลงพื้นที่ สำรวจบ้าน พูดคุยกับครอบครัว ดูข้อจำกัดของผู้ป่วยแต่ละราย แล้วแปลงข้อมูลหน้างานให้กลายเป็นแบบบ้านและประมาณราคาที่ อบต./เทศบาลนำไปดำเนินเรื่องขอรับบริการปรับบ้านต่อได้[4] บทบาทของภาควิชาการเป็นการสนับสนุนให้บริการของ อบต./เทศบาล ดำเนินต่อได้ จากเดิมที่ยังไม่มีแบบและยังจัดการต่อไม่ได้ เริ่มมีข้อมูลทางเทคนิคที่ใช้ขอรับงบจัดบริการได้

ช่องว่างที่สามคือ กลุ่มที่รัฐให้บริการไม่ได้ เพราะบางครอบครัวเดือดร้อน บ้านไม่ปลอดภัยจริง แต่เข้าไม่ถึงบริการเพราะไม่มีกรรมสิทธิ์ อยู่บ้านเช่า จุดนี้ มูลนิธิคนช่วยคนและสมาคมอาสาสร้างสุข ลงพื้นที่ทำงานกับชุมชนที่ครอบครัวเดือดร้อนอาศัยอยู่ โดยชักชวนผู้บริหาร อบต./เทศบาล ผู้นำชุมชนและคนในพื้นที่หาทางช่วยเหลือโดยไม่รอเฉพาะงบรัฐ บางคนช่วยเงิน บางคนช่วยแรง บางคนช่วยหาวัสดุ บางคนช่วยประสานร้านค้า เมื่อชุมชนเห็นว่าบ้านหลังหนึ่งควรได้รับความช่วยเหลือ การช่วยเหลือจึงเริ่มเกิดจากทุนทางสังคมในพื้นที่เอง[4]

นอกจากนี้ คณะทำงานจังหวัดสงขลาได้เริ่มทางเลือก “บ้านน็อคดาวน์” ที่ถอดประกอบและเคลื่อนย้ายได้ สำหรับครอบครัวกลุ่มยากไร้ ที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน[3][4] มีบ้านและพื้นที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยขึ้น

สะท้อนให้เห็นความร่วมมือในงานบริการของหน่วยงานระดับจังหวัดสงขลา จากการมีเป้าหมายร่วมกัน คณะทำงานมองเห็นช่องว่างของระบบ และมีหน่วยงานในเครือข่ายความร่วมมือทั้งภาครัฐ วิชาการ และประชาสังคม เข้ามาเติมช่องว่างของระบบได้ถูกจุด 

ก้าวต่อไปของระบบบริการจังหวัดสงขลา

เมื่อกลับมาคุยกัน คณะทำงานแกนกลางมองว่า ถ้าจะให้บริการไปถึงบ้านได้เร็วขึ้น กว้างขึ้น และต่อเนื่องขึ้น หน่วยงานระดับจังหวัดไม่สามารถเป็นผู้จัดการทุกเคสเองได้ งานระยะต่อไปจึงวางแผนงานให้ระดับชุมชน และ อบต./เทศบาล มีบทบาทในระบบบริการมากขึ้น โดยวางไว้ 3 ทิศทาง คือ[4]

ทิศทางแรกคือ ให้ชุมชนและ อบต./เทศบาลเป็นคนชี้เป้าผู้เดือดร้อนมากขึ้น เพราะคนในพื้นที่รู้ว่า บ้านหลังไหนเดือดร้อนจริง ใครอยู่ลำพัง ใครดูแลผู้ป่วยอยู่โดยไม่มีรายได้ ใครติดเงื่อนไขเรื่องที่ดิน หรือบ้านหลังไหนเสี่ยงแต่ยังไม่เคยเข้าสู่ระบบความช่วยเหลือ โดยหน่วยงานระดับจังหวัดเปลี่ยนบทบาท เป็นฝ่ายสนับสนุนทั้งเครื่องมือ ข้อมูล และองค์ความรู้ให้ อบต./เทศบาล และชุมชนจัดบริการได้สะดวกขึ้น

ทิศทางที่สองคือ สร้างคนกลางระดับตำบล เพราะระบบยังขาดคนที่คอยดูไม่ให้บริการหลุดกลางทาง คนที่เห็นครัวเรือนหนึ่งแล้วพอมองออกว่าปัญหาหลักคือเรื่องสุขภาพ สิทธิ รายได้ หรือสภาพบ้าน และรู้ว่าควรประสานใครต่อ โดยคนกลางระดับตำบลนี้ อาจเป็นเจ้าหน้าที่ อบต./เทศบาล ผู้นำชุมชน อาสาสมัคร หรือศูนย์บริการคนพิการระดับตำบล ที่สามารถเข้าใจภาพรวมของการดูแลหลายมิติ และเชื่อมระหว่างครอบครัวกับระบบบริการได้

ทิศทางที่สามคือ คณะทำงานจังหวัดจึงริเริ่มแนวทางที่หนุนเสริมให้ อบต./เทศบาล และชุมชนแต่ละพื้นที่มีกองทุนหรือทรัพยากรสำรองของตัวเอง เพื่อให้แต่ละพื้นช่วยเหลือได้เร็วขึ้นเมื่อเจอเคสเร่งด่วน ไม่ต้องรองบประมาณจากส่วนกลาง และอาจขยายไปครอบคลุมคุณภาพชีวิตด้านอื่น ๆ ตามที่ชุมชนเห็นว่าจำเป็น

บทสรุปจากกรณีสงขลา

กรณีสงขลาทำให้เห็นว่า ความร่วมมือในงานบริการของหน่วยงานระดับจังหวัด เริ่มจากมีเป้าหมายร่วมกันชัดเจนคือ การมองว่าบ้านเป็นพื้นฐานของคุณภาพชีวิต ทั้งสุขภาพ สิทธิ สวัสดิการ รายได้ และการดูแลกันในครอบครัว

เมื่อมีเป้าหมายร่วม จังหวัดสงขลาสามารถจัดวางกลไกให้ความร่วมมือแต่ละฝ่ายเพื่อร่วมออกแบบระบบบริการได้ ทั้งกลไกทางการที่ช่วยรองรับทิศทาง นโยบาย งบประมาณ และการตัดสินใจสำคัญ และมีคณะทำงานแกนกลางที่ช่วยประสานหน้างาน วิเคราะห์ปัญหาร่วมกันว่า แต่ละบ้านติดปัญหาอะไร ใครมีข้อมูล งบประมาณ คน หรือเครือข่ายที่จะเข้ามาช่วยได้

สิ่งสำคัญของงานบริการจังหวัดสงขลาคือ เมื่อเจอช่องว่างของระบบบริการ คณะทำงานงสามารถนำจุดแข็งของแต่ละฝ่ายในเครือข่ายความร่วมมือเข้ามาเติม ภาครัฐดูแลสิทธิ งบประมาณ และบริการพื้นฐาน ภาควิชาการช่วยเรื่องข้อมูล แบบบ้าน และการประเมินหน้างาน ส่วนภาคประชาสังคมช่วยเคสที่รัฐให้บริการไม่ได้ 

ผลคือ ระบบบริการเปลี่ยนจากการช่วยเหลือทีละเรื่อง ไปสู่การมองภาพรวมแบบระบบมากขึ้น ครอบครัวหนึ่งหลังจึงมีโอกาสได้รับทั้งการดูแลสุขภาพ การปรับสภาพบ้าน การเข้าถึงสิทธิ และการประคองรายได้ของผู้ดูแล บทเรียนของสงขลาจึงชี้ให้เห็นว่า หากพื้นที่มีเป้าหมายร่วม มีกลไกที่คุยกันต่อเนื่อง และรู้จักดึงจุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาเติมช่องว่าง บริการก็มีโอกาสเดินไปถึงบ้านของคนที่ต้องการความช่วยเหลือได้จริง



รายการอ้างอิง

  • * บุคคลที่กล่าวถึงเป็นบุคคลที่สมมติขึ้นเพื่อเป็นตัวอย่างอธิบายสถานการณ์ปัญหาของผู้สูงอายุเท่านั้น

  • [1] วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ และ ยศ วัชระคุปต์. (2560). รายงานการวิจัย ระบบประกันการดูแลระยะยาว: ระบบที่เหมาะสมกับประเทศไทย. สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย.

  • [2] โครงการหุ้นส่วนทางสังคม เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวง พม. กับ สสส. เพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาระบบสวัสดิการในระดับพื้นที่ให้สอดคล้องกับปัญหาและบริบทของแต่ละจังหวัด โดยเริ่มทำงานในรูปแบบ sandbox 5 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ พะเยา อุบลราชธานี สมุทรสาคร ระยอง และสงขลา. ข้อมูลจาก กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. (2567). พม. จับมือ สสส. - ประชาสังคม นำร่องเปิดเวที พัฒนาระบบสวัสดิการสังคมในรูปแบบหุ้นส่วนทางสังคม. ข้อมูลจาก https://www.m-society.go.th/news_view.php?nid=38596

  • [3] ข้อมูลจากการประชุมเชิงปฏิบัติการ การบูรณาการงานปรับสภาพที่อยู่อาศัยสำหรับกลุ่มผู้ป่วยติดเตียงจังหวัดสงขลา. (28 มกราคม 2568)

  • [4] ข้อมูลจากการประชุมเชิงปฏิบัติการ การถอดบทเรียนการบูรณาการความร่วมมือในงานปรับสภาพที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ป่วยติดเตียง ในจังหวัดสงขลา. (12 พฤศจิกาคม 2568)


Comments


bottom of page