top of page

บทเรียนจากอยุธยา: ระบบเครือข่ายช่างที่ส่งมอบบริการไปถึงบ้านผู้สูงอายุ

5 hours ago
3 min read

บ้านเป็นพื้นที่ที่ผูกอยู่กับชีวิตประจำวันสำหรับผู้สูงอายุ ตั้งแต่ก้าวแรกที่ลุกจากที่นอน การเดินเข้าห้องน้ำ การนั่งพักหน้าบ้าน ไปจนถึงการใช้ชีวิตให้ปลอดภัยพอจะอยู่บ้านของตัวเองต่อไปได้อีกนานที่สุด หากบ้านเริ่มชำรุด พื้นต่างระดับ ห้องน้ำใช้งานลำบาก หรือหลังคารั่ว ปัญหาเหล่านี้เป็นความเสี่ยงที่ผู้สูงอายุต้องเผชิญทุกวัน

งานของ RISE IMPACT ภายใต้การสนับสนุนของ สสส. ศึกษาว่า ระบบบริการปรับบ้านผู้สูงอายุและบริการทางสังคมที่เกี่ยวข้องจะทำงานได้ดีขึ้นอย่างไร เพื่อให้ผู้สูงอายุเข้าถึงบริการที่เหมาะสม และอยู่บ้านของตัวเองได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น บทความนี้ชวนมองคำถามดังกล่าวผ่านกรณีของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดที่ทำให้เห็นชัดว่า ช่างเขียนแบบและช่างก่อสร้าง เป็นหนึ่งในคนสำคัญที่จะส่งมอบบริการให้ถึงบ้านผู้สูงอายุ


ในตำบลเล็ก ๆ แห่งหนึ่งห่างจากตัวเมืองอยุธยา เจ้าหน้าที่นักพัฒนาชุมชนรับแจ้งจากผู้นำชุมชนว่า มีผู้สูงอายุคนหนึ่งอยู่ในบ้านที่เริ่มไม่ปลอดภัย พื้นบางจุดทรุด หลังคารั่ว และห้องน้ำใช้งานยากสำหรับคนสูงวัย เมื่อลงพื้นที่ไปดูบ้าน เจ้าหน้าที่เห็นว่าบ้านหลังนี้ควรได้รับการซ่อมแซม จึงเริ่มทำเรื่องขอรับบริการปรับบ้านให้ผู้สูงอายุรายนี้

แต่เพราะอบต. แห่งนี้ไม่มีกองช่างของตัวเอง เจ้าหน้าที่จึงต้องโทรไปขอให้ช่างของ อบต. ใกล้เคียงมาช่วยดูบ้านให้ แต่ช่างคนนั้นก็มีงานประจำของพื้นที่ตัวเองอยู่แล้ว ต้องรอให้เขาว่าง รอคิวลงพื้นที่ และรอให้เขาทำแบบประมาณราคา (แบบ ปร.4–ปร.5) ให้เสร็จครบถ้วน และต้องรอหลายสัปดาห์ กว่าบ้านผู้สูงอายุหลังนี้จะมีแบบพร้อมยื่นของบประมาณกับ พมจ./อบจ.

บางครั้ง พมจ./อบจ. ก็ส่งเอกสารกลับมาให้เจ้าหน้าที่แก้ เพราะรายละเอียดบางส่วนยังไม่ครบ รายการวัสดุยังไม่ชัด หรือวงเงินยังไม่สอดคล้องกับสภาพบ้านจริง เจ้าหน้าที่ต้องติดต่อช่างคนเดิมให้ช่วยแก้แบบ แล้วส่งเอกสารกลับไปใหม่อีกรอบ

ในระหว่างนั้น เจ้าหน้าที่ก็ต้องเริ่มมองหาช่างรับเหมาก่อสร้างที่จะมาซ่อมบ้านไว้ล่วงหน้า เมื่อโทรหาช่างที่เคยรับงานซ่อมบ้านผู้สูงอายุเมื่อปีก่อน ได้รับคำตอบว่า ปีนี้ไม่รับงานปรับบ้านแล้ว เพราะปีก่อนช่างต้องออกเงินซื้อวัสดุ จ่ายค่าแรงลูกน้องก่อน และกว่าจะได้เงินก็ต้องรอให้ อบต. ตรวจรับงาน ทำเอกสาร และเบิกจ่ายหลังงานเสร็จอีกหลายสัปดาห์ 

เมื่อโทรไปหาช่างอีกคนได้คำตอบว่า ช่างเลือกไปทำงานก่อสร้างทั่วไป เพราะได้เงินดีกว่าและจ่ายเร็วกว่า งานปรับบ้านผู้สูงอายุเป็นงานเล็ก ค่าแรงจำกัด และต้องรอเงินนาน ไม่ใช่งานที่ช่างส่วนใหญ่อยากรับเป็นอันดับแรก

เจ้าหน้าที่จึงเริ่มหนักใจ เพราะรู้ว่าบ้านหลังนี้ควรได้รับการซ่อม แต่ไม่แน่ใจว่าจะหาช่างเขียนแบบและช่างรับเหมาที่พร้อมทำงานได้ทันหรือไม่

นี่คือภาพที่หลาย อบต./เทศบาลในอยุธยาต้องเจอซ้ำ ๆ เจ้าหน้าที่ อบต./เทศบาลเห็นบ้านผู้สูงอายุที่ต้องซ่อม และพยายามทำเรื่องขอรับบริการ แต่เมื่อหาช่างเขียนแบบหรือหาช่างรับเหมาก่อสร้างไม่ได้ บริการปรับบ้านก็สะดุด ช้าลง หรือหยุดระหว่างทาง

กว่าบริการปรับบ้านจะไปถึงบ้านหนึ่งหลัง 

อยุธยาเป็นจังหวัดที่มีผู้สูงอายุจำนวนมากและหลายคนยังใช้ชีวิตอยู่ในบ้านที่ไม่ค่อยปลอดภัย จากข้อมูลปี 2567[1] อยุธยามีผู้สูงอายุ 193,469 คน หรือ 21.03% ของประชากรทั้งจังหวัด และในจำนวนนี้ ผู้สูงอายุราว 97% อยู่ในบ้านหรือสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ปลอดภัย พูดให้เห็นภาพคือ หากมองบ้านผู้สูงอายุ 100 หลัง จะมีประมาณ 97 หลังที่ยังมีจุดเสี่ยงบางอย่างต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น พื้นต่างระดับที่สะดุดง่าย ห้องน้ำที่ลุกนั่งลำบาก ทางเดินที่ไม่มีราวจับ หรือบ้านที่เริ่มชำรุดจนเสี่ยงต่อการหกล้มและบาดเจ็บ

ในปี 2568 อยุธยาปรับบ้านได้รวมราว 300[2] หลัง โดยกรมกิจการผู้สูงอายุที่ดำเนินการผ่าน พมจ. และ ศพส.วาสนะเวศม์ราว 200 หลัง และอีกประมาณ 100 หลังจากกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพของ อบจ. สะท้อนว่า แม้หน่วยงานในจังหวัดพยายามขับเคลื่อนงานบริการปรับบ้านอย่างเต็มที่ แต่เมื่อเทียบกับผู้สูงอายุจำนวนมากที่อยู่ในบ้านหรือสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมและไม่ปลอดภัย ระบบบริการก็ยังตอบสนองได้ไม่ทันปัญหาที่มีอยู่

ประเด็นสำคัญคือ บ้านหนึ่งหลังต้องผ่านอะไรบ้างกว่าจะได้รับการซ่อมจริง เพราะระหว่างทางมีหลายขั้นตอน หลายหน่วยงาน และหลายจุดที่ทำให้งานสะดุดได้

เริ่มจากผู้สูงอายุหรือครอบครัวที่เห็นว่าบ้านมีปัญหาและต้องการรับบริการ เดินทางไปแจ้ง อบต./เทศบาล หรือกรณีที่ผู้สูงอายุไม่รู้ว่ามีบริการนี้อยู่ หรือไม่สะดวกจะไปติดต่อด้วยตัวเอง คนในชุมชน เช่น ผู้นำชุมชน อสม. อพม. หรือนักพัฒนาชุมชนที่ลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน ไปเห็นสภาพบ้านที่ทรุดโทรม ได้ยินจากเพื่อนบ้าน แล้วแจ้ง อบต./เทศบาล

เมื่อ อบต./เทศบาลรับรู้ว่ามีความต้องการปรับบ้าน จะส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปสำรวจสภาพบ้าน ตรวจสอบว่าบ้านมีปัญหาอะไร ผู้อยู่อาศัยเป็นใคร มีข้อจำกัดด้านร่างกายหรือการใช้ชีวิตอย่างไร และพิจารณาว่าเข้าเงื่อนไขของการให้บริการหรือไม่ กรณีที่เข้าเงื่อนไขหลังจากนั้น อบต./เทศบาล ต้องทำประชาคมเพื่อให้ชุมชนร่วมกันรับรองว่าบ้านหลังนี้ควรได้รับบริการปรับบ้าน

หลังผ่านประชาคมแล้ว อบต./เทศบาลจะพาช่างเขียนแบบไปสำรวจบ้านอีกครั้ง ดูสภาพบ้านจริง ทำความเข้าใจและคิดแนวทางการปรับหรือซ่อมแซม แล้วจัดทำแบบประมาณการราคา (แบบ ปร.4-ปร.5) ออกมา ซึ่งใน อบต. ขนาดเล็ก มักพบปัญหาที่จุดนี้ เนื่องจาก อบต. หลายแห่งไม่มีกองช่างของตัวเอง และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการขอให้ช่างจาก อบต. ใกล้เคียงมาทำให้ ซึ่งส่งผลให้ต้องรอคิว หลายครั้งรอนานหลายสัปดาห์กว่า อบต.จะพาช่างไปดูบ้านได้ เป็นหนึ่งจุดคอขวดที่ทำให้งานบริการติดขัด

หลังจากขั้นตอนเขียนแบบประมาณการราคามาแล้ว อบต./เทศบาลจะส่งเรื่องไปยัง พมจ. หรือ อบจ. เพื่อขอรับสนับสนุนงบประมาณ[3] อบต./เทศบาลหลายแห่งเลือกยื่นเรื่องไปถึงสองหน่วยงานพร้อมกัน เพื่อให้วงเงินงบประมาณที่จะได้รับเพียงพอกับการทำงาน จุดนี้ทำให้กระบวนการซับซ้อนขึ้น เพราะทั้ง พมจ. และ อบจ. ต่างมีการตรวจสอบและพิจารณาอีกขั้นหนึ่ง หากข้อมูลไม่ครบ หรือรายการประมาณราคาไม่ผ่าน เรื่องก็จะถูกส่งกลับมาให้ อบต./เทศบาลแก้ไข แล้วรอนำเข้ากระบวนการพิจารณาอนุมัติรอบถัดไป

หลังผ่านการพิจารณาและอนุมัติงบประมาณโดย พมจ. หรือ อบจ. แล้ว อบต./เทศบาลจะจัดซื้อจัดจ้าง ซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ และจ้างช่างก่อสร้างมาทำงาน นี่คือคอขวดอีกจุดหนึ่ง เพราะถ้า อบต./เทศบาล หาช่างก่อสร้างมารับงานไม่ได้ การซ่อมแซมบ้านก็ยังไม่เกิดขึ้นจริง และทำให้ อบต./เทศบาลใช้เวลานานมากขึ้นอีกกว่าจะเริ่มงาน บางกรณีผู้สูงอายุรออยู่หลายเดือน และบางกรณีกระบวนการก็หยุดลงไปตรงนี้ เพราะหาช่างรับเหมาทำงานไม่ได้

เมื่อหาช่างก่อสร้างรับงานได้ งานซ่อมแซมบ้านเริ่มแล้ว อบต./เทศบาลจะเป็นผู้ควบคุมงาน ดูความคืบหน้า เมื่อก่อสร้างเสร็จก็จะเป็นผู้ตรวจรับงาน และจัดทำรายงานผลส่งกลับไปยัง พมจ./อบจ. จึงจะจบกระบวนการของบ้านหลังนั้น

มองตลอดทั้งเส้นทางจะเห็นว่า อบต./เทศบาลรับผิดชอบดูแลบริการปรับบ้านตั้งแต่รับเรื่อง ลงพื้นที่สำรวจ ทำประชาคมรับรองในชุมชน ค้นหาช่างเขียนแบบ ยื่นเรื่องของบประมาณ ทำงานเอกสาร หาช่างก่อสร้าง คุมงาน ไปจนถึงตรวจรับงานและรายงานผล 



ทำไมบริการปรับบ้านจึงติดคอขวดเรื่องช่าง

จากขั้นตอนการทำงาน ทีมวิจัยสังเกตเห็นจุดคอขวดที่เสี่ยงทำให้การบริการเกิดปัญหา คือเรื่องช่างไม่เพียงพอกับงานที่ทำ ถ้า อบต./เทศบาล ไม่สามารถหาช่างสำรวจและเขียนแบบ ประมาณราคา และช่างก่อสร้างได้การทำงานก็จะสะดุด ช้าลง หรือหยุดไป

จากการพูดคุยกับนักพัฒนาชุมชนสะท้อนว่า ในแต่ละตำบล มีประชาชนที่ทำงานช่างเขียนแบบ-รับเหมาก่อสร้างอยู่ แต่การค้นหาช่างที่จะรับงานปรับบ้านเป็นเรื่องยาก ด้วยบริบทของอยุธยาที่เป็นพื้นที่อุตสาหกรรม มีงานก่อสร้างอื่นให้เลือกอยู่มาก ส่วนงานบริการปรับบ้านผู้สูงอายุเป็นงานเล็ก ค่าแรงจำกัด และต้องรอเบิกจ่ายนานกว่างานอื่น จึงไม่ใช่งานที่ช่างส่วนใหญ่เลือกเป็นอันดับแรก

ข้อสังเกตของอาจารย์จากวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา[4] ซึ่งร่วมตรวจแบบและกลั่นกรองรายการวัสดุให้ พมจ./อบจ. ช่วยให้เห็นว่าปัญหาช่างเขียนแบบและก่อสร้างที่เจอซ้ำในหลายพื้นที่คือ ค่าแรงและการเบิกจ่าย สำหรับช่างก่อสร้างที่รับงานซ่อมแซมบ้านกับ พมจ. หรือ อบจ. หลังเดียว ค่าแรงที่ได้อาจไม่คุ้มกับต้นทุนเวลาเดินทางและค่าใช้จ่ายในการทำงาน อีกทั้งช่างรับเหมาต้องสำรองเงินไปก่อนแล้วรอเบิกจ่ายภายหลัง ช่างรายย่อยที่สายป่านไม่ยาว ยิ่งไม่อยากรับ บางคนเคยรับงานไปแล้ว เมื่อเจอการเบิกจ่ายเงินช้า ก็ปฏิเสธไม่รับงานในครั้งต่อไป งานบริการปรับบ้านจึงไม่คุ้มสำหรับช่างรายย่อย 

สถานการณ์นี้ทำให้ อบต./เทศบาลหลายแห่งทำงานแบบระมัดระวัง บางแห่งส่งข้อเสนอให้กับ พมจ./อบจ.ในจำนวนจำกัด เพราะถ้ายื่นมากกว่านั้นก็อาจไม่มีช่างก่อสร้างที่สะดวกรับงาน บางแห่งชะลอการทำงานไว้ เพราะยังหาช่างเขียนแบบหรือช่างก่อสร้างไว้รอให้บริการไม่ได้

เป็นสาเหตุที่หน่วยงานระดับจังหวัดทั้ง พมจ. และ อบจ. เริ่มมองว่า ถ้าจะทำให้บริการปรับบ้านเดินได้ต่อเนื่อง จะทำอย่างไรให้ อบต./เทศบาลเข้าถึงช่างได้ง่ายขึ้น และทำอย่างไรให้ช่างรู้สึกคุ้มพอที่จะสามารถรับงานบริการปรับบ้านผู้สูงอายุได้

แนวคิดเครือข่ายช่าง คือจุดปลดล็อคบริการปรับบ้านอยุธยา

ที่ผ่านมา อบจ. ภายใต้กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพจังหวัดอยุธยา พัฒนา Application เพื่อรองรับงานบริการ ตั้งแต่การรับคำขอจาก อบต./เทศบาล การส่งเอกสาร ไปจนถึงการส่งรายงานผล ที่ทำแบบออนไลน์ทั้งหมด เครื่องมือนี้ช่วยให้ อบต./เทศบาลทำงานกับ อบจ. สะดวกขึ้น เช่น กรอกคำขอไว้ก่อนได้ แล้วค่อยทยอยส่งเอกสารแบบ ปร.4–ปร.5 ภายหลัง ลดภาระเอกสารและการเดินทางลงได้พอสมควร และทำให้ คณะกรรมการกองทุนสามารถดูข้อมูลประกอบการพิจารณาได้ในระบบเดียว[5] 

ทีมวิจัยสังเกตเห็นว่า เครื่องมือทำให้การรับคำขอเป็นระเบียบขึ้น การติดตามเอกสารสะดวกขึ้น แต่งานบริการก็จะยังทำได้น้อย หากยังหาช่างมาทำแบบหรือซ่อมบ้านไม่ได้

นอกจากนั้นทีมวิจัยเห็นว่าหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ต่างแยกกันทำงานตามบทบาทของตัวเอง เช่น พมจ. และ อบจ. สนับสนุนงบประมาณ ขณะที่ อบต./เทศบาลเป็นหน่วยบริการในตำบล แต่ละหน่วยพยายามแก้ปัญหาในส่วนที่รับผิดชอบมากกว่าจะพัฒนาโจทย์ของทั้งระบบ

ในหน้างานจริง อบต./เทศบาลเห็นปัญหาชัดที่สุด เพราะต้องหาช่างและดำเนินงานจนซ่อมเสร็จ ขณะที่ พมจ. และ อบจ. มักเห็นปัญหาเมื่อเรื่องถูกส่งขึ้นมาแล้ว เช่น เอกสารยังไม่ครบ แบบยังไม่พร้อม หรือวงเงินยังไม่พอ ปัญหาของระบบจึงถูกมองคนละช่วง และยังไม่ถูกยกขึ้นมาเป็นโจทย์ร่วมของจังหวัด

ทีมวิจัยจึงชวนคนที่เกี่ยวข้องในงานบริการปรับบ้านมาคุยกันว่า ควรมีระบบอะไรเพื่อทำให้ อบต./เทศบาลในจังหวัดอยุธยาหาช่างรับงานปรับบ้านได้ง่ายขึ้น ระบบนั้นควรเป็นอย่างไร

วงพูดคุยครั้งนั้นมีคนหลายกลุ่มมาร่วม ทั้งเจ้าหน้าที่จาก พมจ. อบจ. ศพส.วาสนะเวศม์ อาจารย์จากวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา นักพัฒนาชุมชนจาก อบต.สิงหนาท และเทศบาลตำบลบางนมโค รวมถึงตัวแทนช่างชุมชน เพราะแต่ละเห็นปัญหาเรื่องช่างจากคนละมุม อบต./เทศบาลรู้ว่าหาช่างยากตรงไหน ช่างรู้ว่าเงื่อนไขแบบไหนถึงจะอยากรับงาน ส่วนหน่วยงานระดับจังหวัดต้องคิดว่าจะช่วยจัดระบบให้ทั้ง อบต./เทศบาล และช่างประสานงานได้มากขึ้น

แนวคิดที่เริ่มต้นจากการพูดคุยนั้น คือ พมจ./อบจ. ต้องการระบบข้อมูลเครือข่ายช่างให้ อบต./เทศบาลได้ค้นหาและใช้บริการได้ง่ายขึ้น โดยหน่วยงานระดับจังหวัดทำฐานข้อมูลที่เปิดให้ช่างเขียนแบบและช่างรับเหมาก่อสร้างลงชื่อในระบบ พร้อมข้อมูลที่ช่วยให้ อบต./เทศบาล ตัดสินใจได้ว่าช่างคนนี้เหมาะกับงานบริการปรับบ้านของพื้นที่มากขึ้น 

ผู้เข้าร่วมช่วยกันออกแบบ Google Form ลงทะเบียนเครือข่ายช่าง เช่น ประเภทงานที่ถนัด พื้นที่ที่สะดวกรับงานได้ ช่างในทีมงาน ทำงานส่วนตัวหรือมีบริษัท และเคยทำงานที่ไหนบ้างที่สามารถอ้างอิงได้ ฯลฯ สร้างแบบฟอร์มที่คณะทำงาน พมจ. อบจ. และผู้ร่วมวง จะนำไปทดลองกระจายข่าว เปิดให้ช่างเขียนแบบและก่อสร้างรับรู้และลงทะเบียนในระบบเครือข่ายนี้หลังจากนี้

นอกจากนั้น ประเด็นถัดมาที่วงเห็นร่วมกันคือ ถ้าจะทำให้ระบบเครือข่ายช่างนี้เกิดขึ้นในระบบบริการและใช้งานได้จริง รู้รายชื่อช่างอย่างเดียวอาจไม่พอ ช่างอยากจะอยู่ในระบบก็ต่อเมื่อช่วยแก้ปัญหาที่เขาเจออยู่จริง ถ้าระบบเครือข่ายช่างมีแรงจูงใจ เช่น มีเงินสำรองให้ช่างไม่ต้องออกค่าวัสดุก่อน ได้ส่วนลดพิเศษเมื่อซื้อของจากร้านวัสดุก่อสร้าง มีเครดิตกับร้านค้าวัสดุก่อสร้างให้เบิกวัสดุได้ก่อน มีระบบรีวิวที่ช่วยให้ช่างที่ทำงานดีถูกมองเห็น และถูกเลือกใช้บริการก่อน เป็นต้น เหล่านี้จะทำให้ช่างรู้สึกว่าการมีชื่อในระบบนี้คุ้มพอที่ตัดสินใจรับงานซ่อมแซมบ้านมากขึ้น

สิ่งที่ตกผลึกจากการพูดคุยเริ่มชัดขึ้นว่า ถ้าอยุธยาจะทำระบบเครือข่ายช่างให้เกิดขึ้นจริงในงานบริการปรับบ้าน ต้องทำเป็นระบบข้อมูลที่ อบต./เทศบาลสามารถเลือกใช้บริการได้สะดวกขึ้น และมีแรงจูงใจให้ช่างรู้สึกว่าการมีชื่อในระบบนี้คุ้มพอที่ตัดสินใจรับงาน

การออกแบบระบบข้อมูลเครือข่ายช่าง

ทีมวิจัยชวน คนที่เกี่ยวข้องในงานบริการปรับบ้านมาคุยกันก่อนว่า ถ้าอยากให้ อบต./เทศบาลหาช่างปรับบ้านได้ง่ายขึ้น ระบบแบบนั้นควรเป็นอย่างไร

วงพูดคุยครั้งนั้นมีคนหลายกลุ่มมาร่วม ทั้ง พมจ. อบจ. ศพส.วาสนะเวศม์ อาจารย์จากวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา นักพัฒนาชุมชนจาก อบต.สิงหนาท และเทศบาลตำบลบางนมโค รวมถึงตัวแทนช่างชุมชน เพราะแต่ละเห็นปัญหาเรื่องช่างจากคนละมุม อบต./เทศบาลรู้ว่าหาช่างยากตรงไหน ช่างรู้ว่าเงื่อนไขแบบไหนถึงจะอยากรับงาน ส่วนหน่วยงานระดับจังหวัดต้องคิดว่าจะช่วยจัดระบบให้ทั้งสองฝ่ายได้อย่างไร

คำถามที่ชวนคุยคือ ช่างคนหนึ่งอยากลงทะเบียนมาอยู่ระบบเครือข่ายช่างเพราะแรงจูงใจอะไร และถ้า อบต./เทศบาลต้องเลือกช่างมาช่วยงาน ต้องรู้ข้อมูลอะไรบ้างจึงจะเลือกได้ตรงต้องการ

ผู้เข้าร่วมเห็นตรงกันว่า ช่างอยากจะอยู่ในระบบก็ต่อเมื่อช่วยแก้ปัญหาที่เขาเจออยู่จริง เพราะช่างมักเจอปัญหาเกี่ยวกับเงินที่ต้องสำรองก่อน ถ้าระบบเครือข่ายช่างมีแรงจูงใจ เช่น มีเงินสำรองให้ช่างไม่ต้องออกค่าวัสดุก่อน ได้ส่วนลดพิเศษเมื่อซื้อของจากร้านวัสดุก่อสร้าง มีเครดิตกับร้านค้าวัสดุก่อสร้างให้เบิกวัสดุได้ก่อน มีระบบรีวิวที่ช่วยให้ช่างที่ทำงานดีถูกมองเห็นและถูกเลือกใช้มากขึ้น เป็นต้น

นอกจากนั้นผู้เข้าร่วมช่วยกันคิดว่าแบบ Google Form ลงทะเบียนเครือข่ายช่าง เช่น ประเภทงานที่ถนัด พื้นที่ที่สะดวกรับงานได้ ช่างในทีมงาน ทำงานส่วนตัวหรือมีบริษัท และเคยทำงานที่ไหนบ้างที่สามารถอ้างอิงได้ ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ อบต./เทศบาล ตัดสินใจได้ว่าช่างคนนี้เหมาะกับงานบริการปรับบ้านของพื้นที่มากขึ้น

สิ่งที่ตกผลึกจากการพูดคุยเริ่มชัดขึ้นว่า ถ้าอยุธยาจะทำระบบข้อมูลเครือข่ายช่างให้เกิดขึ้นจริงในงานบริการปรับบ้าน ต้องทำเป็นระบบและมีแรงจูงใจให้ช่างรู้สึกว่าการมีชื่อในระบบนี้คุ้มพอที่ตัดสินใจรับงาน


ถอดบทเรียนผลลัพธ์ และสิ่งที่จังหวัดทำต่อ

หลังจากออกแบบระบบเครือข่ายช่างร่วมกัน คณะทำงานจึงเริ่มทดลองกระจายข่าวประชาสัมพันธ์เพื่อแจ้งว่า จังหวัดกำลังเปิดรับลงทะเบียนช่างเขียนแบบและช่างรับเหมาเข้ามาอยู่ในฐานข้อมูลกลาง โดยช่องทางประชาสัมพันธ์ ได้แก่ พมจ. ส่งหนังสือเวียนไปยัง อบต./เทศบาลทั่วจังหวัด โพสต์ลง Facebook ของ พมจ. และเว็บไซต์จังหวัด, พมจ./อบจ. ช่วยส่งกระจายข่าวในกลุ่ม LINE นักพัฒนาชุมชน อบต./เทศบาล, อาจารย์จากวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยาช่วยกระจายไปยังเครือข่ายช่างชุมชนที่รู้จัก 

ในช่วงทดลองระยะ 1 การประชาสัมพันธ์เครือข่ายช่างมีคนเห็นจากหลายช่องทางรวมกันมากกว่า 900 ครั้ง เช่น Facebook พมจ. มีผู้เข้าดู 368 ครั้ง LINE พมจ. 277 ครั้ง LINE อบจ. 179 ครั้ง และเว็บไซต์จังหวัด 151 ครั้ง ตัวเลขนี้ทำให้เห็นว่า คนจำนวนหนึ่งในเครือข่ายจังหวัดและ อบต./เทศบาลได้เห็นว่า จังหวัดอยุธยากำลังทดลองพัฒนาระบบข้อมูลช่างในงานบริการปรับบ้าน แต่เมื่อดูผลการลงทะเบียนจริงพบว่า มีช่างเทศบาลลงทะเบียน 3 คน ทำให้เห็นชัดว่า การรับรู้กับการตัดสินใจเข้าร่วมยังห่างกันอยู่มาก ต่อให้ช่างเห็นข้อมูลแล้ว ไม่ได้แปลว่าจะเกิดการสมัคร บอกต่อทันที

เมื่อทีมวิจัย และคณะทำงาน พมจ. อบจ. ศพส. นำกลับผลลัพธ์กลับมามาถอดบทเรียนร่วมกัน ได้ร่วมกันตกผลึกข้อจำกัดของการทดลอง 5 เรื่องคือ

เรื่องแรกคือ จังหวะเวลา เพราะการสื่อสารเกิดขึ้นในช่วงใกล้ปิดปีงบปรับบ้าน (ช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค.) อบต./เทศบาลทำงานบริการปรับบ้านของปีนั้นไปมากแล้ว บางแห่งซ่อมเสร็จแล้ว หรือยังไม่ได้อยู่ในช่วงที่ต้องเร่งหาช่างเพิ่ม เรื่องนี้จึงไม่ถูกประชาสัมพันธ์ต่อในพื้นที่มากนัก สำหรับช่างเอง ถ้ายังไม่มีงานรออยู่ตรงหน้า หรือยังไม่รู้ว่าลงทะเบียนแล้วจะได้งานซ่อมแซมเมื่อไร ยังไม่เร่งด่วนที่จะสมัคร

เรื่องที่สองคือ ช่องทางสื่อสารของระบบราชการ แม้หนังสือเวียนช่วยให้ข้อมูลเดินทางไปถึง อบต./เทศบาลโดยตรง แต่บางครั้งเมื่อหนังสือไปถึงแล้ว ผู้บริหาร อบต./เทศบาลไม่เห็นรายละเอียด หรือส่งต่อไปกองช่าง แต่ไม่สั่งการหรือติดตามต่อ เรื่องก็อาจหยุดอยู่แค่เอกสาร

เรื่องที่สามคือ การสื่อสารภายใน อบต./เทศบาล ในหลายพื้นที่นักพัฒนาชุมชนเป็นคนเห็นเคสผู้สูงอายุ ส่วนกองช่างเป็นคนทำแบบและดูงานซ่อม แต่ทั้งสองฝ่ายอาจไม่ได้ประสานกันตลอดเวลา เมื่อข่าวเรื่องเครือข่ายช่างถูกกระจายผ่าน LINE ไปถึงนักพัฒนาชุมชน ก็อาจไม่บอกต่อถึงกองช่างหรือช่างในพื้นที่เสมอไป

เรื่องที่สี่คือ การเข้าถึงช่างชุมชน ในแต่ละหมู่บ้านอาจมีช่างรับงานซ่อมบ้านอยู่แล้ว แต่เจ้าหน้าที่ อบต./เทศบาลไม่ได้รู้จักช่างเหล่านี้ทุกคน การชี้เป้าช่างมักผ่านผู้ใหญ่บ้านหรือคนที่รู้จักกันในพื้นที่ ทำให้ช่างบางกลุ่มยังอยู่นอกเครือข่ายของอบต./เทศบาล และถ้าจะชวนช่างชุมชนเข้ามาอยู่ในระบบ การสื่อสารต้องเข้าถึงระดับชุมชนมากขึ้น เช่น ผ่านกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เสียงตามสาย เวทีประชุมผู้นำชุมชน หรือกิจกรรมผู้สูงอายุที่มีอยู่แล้ว 

เรื่องที่ห้าคือ แรงจูงใจของช่าง ในรอบแรกช่างอาจรับรู้ว่าจังหวัดอยุธยามีฐานข้อมูลช่าง แต่ยังไม่เห็นว่าการเข้าร่วมจะช่วยแก้ปัญหาที่ตัวเองเจออย่างไร โดยเฉพาะเรื่องเงินหมุน ค่าวัสดุ ค่าแรงลูกน้อง หรือการรอเบิกเงินหลังงานเสร็จ ฯลฯ ถ้าจะชวนช่างเข้าร่วมระบบนี้จริง จังหวัดและ อบต./เทศบาลต้องทำให้ช่างเห็นผลประโยชน์ที่จับต้องได้มากขึ้น 

เมื่อเห็นข้อจำกัดเหล่านี้ สิ่งที่หน่วยงานระดับจังหวัดอยุธยาขยับต่อคือ การวางบทบาทให้แต่ละหน่วยงานช่วยกันวางแนวทางในจุดที่ตัวเองถนัดมากขึ้น เช่น

พมจ. วางบทบาทเป็นหน่วยหลักรับผิดชอบเรื่องระบบเครือข่ายช่างต่อ เพราะมีการขับเคลื่อนงานผู้สูงอายุ และมักประสานกับ อบต./เทศบาลโดยตรง และ พมจ. จะนำเรื่องนี้เข้าสู่วงหารือในคณะกรรมการปรับบ้านจังหวัดอยุธยาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ระบบเครือข่ายช่างเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานระดับจังหวัดมากขึ้น

ส่วน ศพส.วาสนะเวศม์ วางบทบาทเป็นผู้สนับสนุน พมจ. และช่วยประชาสัมพันธ์ผ่านกิจกรรมผู้สูงอายุ เพื่อไม่ต้องสื่อสารช่องทางราชการหรือช่องทางออนไลน์เพียงอย่างเดียว

ขณะที่ อบจ. ช่วยสื่อสารโดยตรงถึงผู้บริหาร อบต./เทศบาล โดยสอดแทรกประเด็นเครือข่ายช่างเข้าไปในเวทีประชุมผู้บริหารท้องถิ่นที่จังหวัดอยุธยาจัดขึ้นทุกเดือน  และจะช่วยสนับสนุนแนวทาง ผลักดันให้ผู้บริหาร อบต./เทศบาล สร้างกลไกแรงจูงใจช่างให้เกิดในพื้นที่ เช่น การมีเครดิตกับร้านค้าวัสดุก่อสร้าง และกองทุนที่จะช่วยลดภาระต้นทุนของช่างรายย่อย เป็นต้น

ในความหมายนี้ สิ่งที่หน่วยงานระดับจังหวัดขยับต่อคือ การมองปัญหาเรื่องช่างเป็นโจทย์ร่วมของทั้งจังหวัด และค่อย ๆ วางความร่วมมือ ให้แต่ละหน่วยมีบทบาทต่อกันมากขึ้น 

บทสรุป

บทเรียนจากอยุธยาคือ งานบริการปรับบ้านผู้สูงอายุจะเดินต่อได้ สิ่งสำคัญคือ พมจ. อบจ. และอบต./เทศบาล ต้องจะช่วยกันมองปัญหาเดียวกัน และช่วยออกแบบระบบให้บริการไปถึงผู้สูงอายุได้ จากเดิมที่แต่ละหน่วยงานมองปัญหาคนละช่วงของระบบ พมจ. อบจ. และ อบต./เทศบาล เริ่มหันมาเห็นโจทย์ร่วมกันชัดขึ้นว่า คอขวดสำคัญของบริการปรับบ้านอยู่ที่การเข้าถึงช่างเขียนแบบและช่างรับเหมาก่อสร้าง จากจุดนี้ อยุธยาจึงเริ่มทดลองทำงานร่วมกัน เรียนรู้ร่วมกัน และค่อย ๆ วางบทบาทของแต่ละหน่วยให้ทำงานประสานกันมากขึ้น โดยมีระบบเครือข่ายช่างเป็นหนึ่งในต้นแบบที่เกิดขึ้นจากการขยับครั้งนี้

ในอนาคต งานบริการปรับบ้านอาจไม่ได้ติดแค่เรื่องช่างเสมอไป บางช่วงอาจติดเรื่องข้อมูล บางช่วงอาจติดเรื่องงบประมาณ บางช่วงอาจติดเรื่องเอกสาร หรือการประสานงานระหว่างหน่วยงาน แต่เมื่อหน่วยงานระดับจังหวัดเริ่มมีประสบการณ์ในการตั้งโจทย์ร่วม มีเวทีทดลองและถอดบทเรียนร่วมกัน สิ่งนี้จะกลายต้นทุนสำคัญสำหรับแก้คอขวดอื่น ๆ ต่อไป

สิ่งสำคัญคือ การทำให้จังหวัดอยุธยามีวิธีทำงานร่วมกันที่ช่วยพาบริการไปถึงบ้านผู้สูงอายุได้จริงขึ้น เมื่อ อบต./เทศบาลไม่ต้องแก้ปัญหาอยู่ฝ่ายเดียว และหน่วยงานระดับจังหวัดมีพื้นที่ในการคิด วางแผน และหนุนกันมากขึ้น บริการปรับบ้านก็มีโอกาสเดินต่อได้เร็วขึ้น ครอบคลุมขึ้น และพร้อมรับมือกับคอขวดใหม่ ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต


รายการอ้างอิง

  • [1] สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2567). การสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567 ระดับจังหวัด. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม.

  • [2] ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ พมจ.พระนครศรีอยุธยา. (24 เมษายน 2568).

  • [3] กรมกิจการผู้สูงอายุ. (2568). คู่มือการดำเนินโครงการปรับสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกของผู้สูงอายุให้เหมาะสมและปลอดภัย. กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์.

  • [4] ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ส่วนบุคคล อาจารย์วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา. (25 มิถุนายน 2568).

  • [5] ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่กองสาธารณสุข อบจ.พระนครศรีอยุธยา. (3 เมษายน 2568).


Comments


bottom of page