top of page

รถรับส่งสาธารณะโดย อปท. จุดเล็ก ๆ ที่ปลดล็อคให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี

3 hours ago
2 min read

ป้าแก้ว* อายุ 72 ปี อาศัยอยู่กับหลานวัยเรียนในบ้านหลังเล็กชานเมือง ลูกสาวย้ายไปทำงานต่างจังหวัดและส่งเงินกลับมาให้เธอทุกเดือน เธอมีโรคประจำตัวที่ต้องนัดแพทย์ทุกเดือน แต่ทุกครั้งที่วันนัดหมายมาถึง เธอรู้สึกว่าหารถไปโรงพยาบาลอำเภอได้ลำบาก เพราะแถวบ้านของเธอไม่มีรถรับส่งสาธารณะ

เธอเลือกใช้รถรับจ้างเอกชนที่คิดค่ารถไปกลับร่วมหลักพันบาท หลายครั้งทำให้เธอรู้สึกตัดสินใจลำบาก เพราะเงินก้อนเดียวที่มีอยู่ ต้องใช้เป็นค่าเดินทางไปโรงเรียนของหลาน ทำให้บางเดือนเธอเลือกไม่ไปหาหมอตามนัด

สถานการณ์ที่ป้าแก้วต้องเจอไม่ใช่กรณีพิเศษ แต่เป็นภาพสะท้อนที่พบได้ทั่วไปในสังคมสูงวัยปัจจุบัน[1]



การเดินทางคือปัญหาที่ซ่อนอยู่ในระบบบริการสุขภาพ

ประเทศไทยมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ได้รับการยอมรับระดับนานาชาติ แต่ในทางปฏิบัติ การเข้าถึงบริการสุขภาพยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะการเดินทางเข้ารับบริการสุขภาพที่เป็นภาระหลักของผู้สูงอายุและครอบครัว

ข้อมูลจากกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น (กปท.) ระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปสถานพยาบาลสำหรับผู้สูงอายุและผู้ทุพพลภาพอยู่ที่ 1,500–2,500 บาทต่อเที่ยว[2] สำหรับกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 3,000 บาท/คน/เดือน[3] ซึ่งการเดินทางเพียงหนึ่ง อาจใช้เงินประมาณ 50–83% ของรายได้ทั้งเดือน เมื่อมีภาระค่าเดินทาง ผลที่ตามมาคือ ขาดการเข้ารับบริการสุขภาพต่อเนื่อง[4] ซึ่งนำไปสู่การเสื่อมถอยของอาการและภาระค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น[5]

ถึงภาคเอกชนจะมีบริการรถรับส่ง ทั้งรูปแบบรถรับส่งอย่างเดียวในราคา 300–600 บาทต่อเที่ยว และบริการรถรับส่งพร้อมผู้ดูแล ซึ่งตอบโจทย์ผู้สูงอายุที่ต้องการความช่วยเหลือในการเข้าพบแพทย์ มีราคาอยู่ที่ 900–1,900 บาทต่อครั้ง[6] แต่บริการทั้งสองรูปแบบยังเกินกำลังจ่ายของผู้สูงอายุที่มีรายได้จำกัด


อปท. จัดบริการรถรับส่งได้

บริการรถรับส่งสาธารณะของรัฐมีอยู่เช่นกัน โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งครอบคลุมทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นกลไกหลักในการจัดบริการ 

พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ พ.ศ. 2542 ให้อำนาจ อปท. จัดบริการสาธารณะด้านสังคมสงเคราะห์และการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้โดยตรง[7] และประกาศสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พ.ศ. 2567 ให้ อปท. ใช้งบกองทุนหลักประกันสุขภาพ จัดบริการพาหนะรับส่งผู้ทุพพลภาพได้ โดยกำหนดเพดานชดเชยไว้ที่ไม่เกิน 350 บาทต่อเที่ยว หรือเหมารายวันไม่เกิน 2,000 บาทต่อคันต่อวัน[8]

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีนโยบายที่ทำให้ อปท. ทุกแห่งต้องจัดบริการรถรับส่งเป็นบริการสาธารณะ บริการนี้จึงขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ อปท. แต่ละแห่งว่าจะจัดหรือไม่ และเมื่อตัดสินใจจัดบริการ อปท. ยังต้องพิจารณาต่อว่าจะจัดให้คนกลุ่มไหน เพราะแหล่งงบประมาณและการบริหารจัดการมีความท้าทายต่างกัน โดยแบ่งเป็นสองกลุ่ม ดังนี้

  • กลุ่มแรก ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ผู้พิการ และผู้ป่วยที่ขึ้นทะเบียนตามเกณฑ์ สปสช. ซึ่ง อปท. สามารถจัดบริการรถรับส่งตามกรอบแนวทางปฏิบัติ และได้รับงบประมาณสนับสนุนตามประกาศ สปสช. ที่รองรับอยู่แล้ว 

  • กลุ่มที่สอง ผู้สูงอายุที่ดูแลตัวเองได้ รวมถึงประชาชนทั่วไปที่เดินทางไม่สะดวก กลุ่มนี้ไม่เข้าเกณฑ์ สปสช. 

กลุ่มที่สองเป็นโจทย์ที่ท้าทายกว่า เพราะถ้า อปท. จะจัดรถรับส่งบริการให้กลุ่มนี้ ต้องอาศัยการตัดสินใจของผู้บริหาร การวางแผนจัดสรรงบประมาณ หารถ คนขับ เนื่องจากไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก สปสช. และต้องออกแบบระบบบริการที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนพื้นที่

จาก 2 กรณีศึกษา คือ เทศบาลตำบลเวียงยอง และ องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นความสามารถของ อปท. ที่ตัดสินใจริเริ่มบริการรถรับส่งสาธารณะเพื่อรองรับประชาชนกลุ่มที่ 2 โดยแต่ละ อปท. มีโมเดลการบริหารจัดการ รวมถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นที่น่าสนใจ


เทศบาลตำบลเวียงยอง กับบริการ "ฮับส่งโฮงยา"

เทศบาลตำบลเวียงยอง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน เป็นชุมชนกึ่งเมืองกึ่งชนบท มีประชากรราว 6,000 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้สูงอายุประมาณ 25%  หลายครอบครัวเป็นครอบครัวข้ามรุ่น วัยทำงานส่วนใหญ่ออกไปทำงานต่างจังหวัดและกลับบ้านเฉพาะวันหยุด ทำให้ผู้สูงอายุอยู่บ้านกับหลาน 

เมื่อผู้สูงอายุต้องไปพบแพทย์ จึงเผชิญปัญหาการเดินทาง เพราะค่าจ้างรถเอกชนในพื้นที่เพื่อรับส่งไปโรงพยาบาลอยู่ที่ประมาณ 1,000 บาทต่อครั้ง ซึ่งหนักเกินกว่าครัวเรือนที่มีรายได้น้อยจะรับภาระไหว ผลคือผู้สูงอายุบางคนขาดนัดแพทย์ บางคนเลือกไม่ไปรับยา ประกอบกับเทศบาลใช้ข้อมูลจากระบบรถฉุกเฉิน 1669 (Smart EMS) มาวิเคราะห์ดู ทำให้เห็นว่าความต้องการในการเดินทางไปโรงพยาบาล โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ต้องเคลื่อนย้ายด้วยเตียงหรือใช้ออกซิเจนระหว่างเดินทาง เป็นจุดที่ทำให้เทศบาลจัดบริการรถรับส่งชื่อ “ฮับส่งโฮงยา” (ภาษาเหนือ หมายถึง รับส่งไปโรงพยาบาล) สำหรับรับส่งผู้สูงอายุ ผู้ป่วยไปโรงพยาบาลโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เริ่มให้บริการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2566[9] 


โมเดลการบริหารจัดการ

ในปีแรก เทศบาลได้รับการสนับสนุนจากกองทุน บพท. ร่วมกับคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดย รศ.ดร.อรัญญา ศิริผล พัฒนาแอปพลิเคชัน “ฮับส่งโฮงยา” (MedCarHub) ไว้จัดคิวรับส่งผู้ป่วยผ่านระบบดิจิทัล โดยเทศบาลรับภาระค่าจัดซื้อรถ ค่าบุคลากร และค่าน้ำมัน ด้วยงบประมาณท้องถิ่น

ในปีต่อมา หลังจากที่โครงการ บพท. สิ้นสุด เทศบาลบรรจุค่าดูแลระบบเพิ่มเข้าในงบประมาณประจำปี และบันทึกข้อมูลการให้บริการทั้งหมด ทั้งจำนวนเคส ระยะทาง และความพึงพอใจ เป็นสถิติเพื่อใช้วิเคราะห์ความคุ้มค่าและวางแผนงบประมาณในปีถัดไป[9]


ลักษณะการให้บริการ

เทศบาลให้บริการรับส่งผู้ป่วยครอบคลุมทุกวันในเวลาราชการ ไปได้ทั้ง รพ.สต. โรงพยาบาลประจำจังหวัด และโรงพยาบาลเอกชนในพื้นที่ โดยผู้ใช้บริการแจ้งล่วงหน้า 2–3 วันผ่านแอปพลิเคชัน เจ้าหน้าที่จะจัดการเคสวันต่อวัน และพิจารณารวมเส้นทางของผู้ที่เดินทางไปในทิศทางเดียวกันเพื่อลดต้นทุน แม้ยังไม่ครอบคลุมวันเสาร์-อาทิตย์เนื่องจากข้อจำกัดด้านบุคลากร แต่ด้วยปริมาณผู้ใช้บริการและระยะทางที่ไม่ไกล ยังอยู่ในระดับที่ระบบบริการรองรับได้

จุดสำคัญของบริการ คือ เป็นบริการสำหรับผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่เทศบาลตำบลเวียงยองทุกคน บางครอบครัวมีฐานะแต่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่ต้องใช้ออกซิเจนหรือนอนติดเตียง ก็ขอใช้บริการได้[9]



ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

นับตั้งแต่เริ่มโครงการจนถึงมิถุนายน 2568 เทศบาลให้บริการรับส่งไปแล้ว 275 คน รวม 835 เที่ยว ระยะทางรวมกว่า 15,574 กิโลเมตร ใช้เวลา 503 ชั่วโมง แบ่งเป็นผู้สูงอายุที่พึ่งพาตัวเองได้ 164 คน และผู้มีภาวะพึ่งพิง 111 คน

จากเดิมที่ผู้สูงอายุต้องจ้างรถเอกชนครั้งละประมาณ 1,000 บาท กลายเป็นไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทาง โครงการช่วยลดค่าใช้จ่ายของครัวเรือนผู้รับบริการรวมกว่า 476,800 บาท ในขณะที่ใช้งบดำเนินการเพียง 130,648 บาท กล่าวคือ ทุก 1 บาทที่เทศบาลลงทุน ช่วยให้ประชาชนประหยัดได้ราว 3.6 บาท

นอกจากนี้ บริการรถรับส่งของ ทต.เวียงยองยังต่อยอดไปสู่ระบบยืม-คืนกายอุปกรณ์ทางการแพทย์ข้ามตำบล และนำไปสู่การลงนาม MOU ขยายผลไปยังอีก 3 อปท. ในจังหวัดลำพูน ได้แก่ เทศบาลตำบลเหมืองจี้ เทศบาลตำบลบ้านแป้น และองค์การบริหารส่วนตำบลหนองหนาม[10]


อบจ.ลำพูน กับบริการรถรับส่งสาธารณะ

ถ้า ทต.เวียงยอง แสดงให้เห็นว่า อปท. ขนาดเล็กสามารถจัดบริการรับส่งผู้สูงอายุได้ด้วยตนเองภายใต้งบไม่สูง กรณีของ อบจ.ลำพูน แสดงให้เห็นว่าแนวคิดเดียวกันสามารถขยายขอบเขตและให้บริการครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายหลากหลายได้ จากที่ อบจ.ลำพูน ริเริ่มบริการรถรับส่งสาธารณะ 2 รูปแบบ[11]  

รูปแบบที่ 1 บริการขนส่งสาธารณะในเมืองด้วยรถเมล์ไฟฟ้า (EV Bus)

สถานีขนส่งผู้โดยสารลำพูนปิดตัวตั้งแต่ปี 2563 ทำให้จังหวัดไม่มีระบบขนส่งสาธารณะในเมืองเลย ประชาชนต้องพึ่งรถสามล้อหรือมอเตอร์ไซค์รับจ้างเป็นหลัก อบจ.ลำพูนจึงริเริ่มศึกษาความเป็นไปได้ในการนำรถบัสไฟฟ้า 100% (Farizon C10E) มาให้บริการ วางแผน 3 เส้นทางหลัก เชื่อมโรงเรียน โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า และนิคมอุตสาหกรรม โดยมีการเก็บข้อมูลจำนวนผู้โดยสารที่คาดการณ์ กำหนดจุดจอดและตารางเวลาที่แน่นอน และออกแบบรถให้มีพื้นรถต่ำเพื่อรองรับผู้สูงอายุและผู้พิการโดยเฉพาะ[12] 

รูปแบบที่ 2 ระบบบริการรถรับส่งนักเรียน

จากปัญหา เด็กในพื้นที่ห่างไกลเดินทางไปโรงเรียนลำบาก และ ครอบครัวแรงงานภาคเกษตรที่มีรายได้ต่ำกว่า 36,000 บาทต่อปีต้องแบกรับค่าเดินทางไปโรงเรียนสูงถึง 20% ของรายได้ต่อปี เป็นภาระที่สะสมนำไปสู่ความเสี่ยงที่เด็กจะหลุดออกจากระบบการศึกษา

อบจ.ลำพูนจึงออกแบบระบบบริการรถรับส่งนักเรียน โดยใช้ข้อมูลรายบุคคลของนักเรียนมาวิเคราะห์การกระจายตัวของที่อยู่ วางเส้นทางและจุดรับส่งที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพสูง กระบวนการนี้ดำเนินโดย อบจ. สนับสนุนงบประมาณทั้งหมดเพื่อลดภาระผู้ปกครอง โดยประมาณการเบื้องต้นชี้ว่า จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางได้ประมาณ 750 บาทต่อเดือน หรือ 6,750 บาทต่อปีการศึกษา [13]

เห็นได้ว่า บริการรถรับส่งทั้ง 2 โครงการ เริ่มจากการที่ อบจ.​ลำพูน เห็นปัญหาในพื้นที่ มีกระบวนการคิดออกแบบ ใช้ข้อมูลเพื่อวางแผนและตัดสินใจ และเลือกรูปแบบบริการที่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่ม คือ ระบบขนส่งสาธารณะระดับจังหวัดเพื่อบริการประชาชนทุกกลุ่มวัย ขณะที่รถรับส่งนักเรียนมุ่งแก้ปัญหาเฉพาะกลุ่มอย่างตรงจุด และสิ่งสำคัญที่ อบจ. แสดงให้เห็นไม่ใช่เพียงผลลัพธ์ของระบบบริการ แต่คือความสามารถของ อปท.​ ในการออกแบบและจัดระบบบริการรถรับส่งหลายรูปแบบตามความต้องการของประชาชนได้ทันที โดยที่ไม่ต้องรอคำสั่งจากรัฐส่วนกลางมากำกับ



เงื่อนไขที่ทำให้ อปท. ริเริ่มบริการรถรับส่งได้

กรณี ทต.เวียงยอง และ อบจ.ลำพูน สะท้อนให้เห็นเงื่อนไขร่วมที่ทำให้เกิดบริการขึ้นได้ ดังนี้

  1. อปท. รับรู้และเข้าใจปัญหาจริงของประชาชนในพื้นที่ ทั้ง 2 กรณี เริ่มจากหน่วยงานมองเห็นปัญหาพื้นที่ ก่อนที่จะพิจารณาและตัดสินใจจัดบริการ โดย ทต.เวียงยอง เห็นว่าผู้สูงอายุขาดนัดและเลือกไม่รับยาเพราะค่าเดินทาง ขณะที่ อบจ.ลำพูนเห็นว่า จังหวัดขาดระบบขนส่งสาธารณะและเด็กในพื้นที่ห่างไกลเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา 

  2. ใช้ข้อมูลรองรับการตัดสินใจ กรณี ทต.เวียงยอง ใช้ข้อมูลวิเคราะห์ทำให้เห็นปัญหา ความต้องการบริการ มีการบันทึกข้อมูลการให้บริการเป็นสถิติเพื่อวิเคราะห์ความคุ้มค่าและวางแผนงบประมาณปีถัดไป ส่วน อบจ.ลำพูน เก็บข้อมูลรายบุคคลของนักเรียนมาวิเคราะห์เพื่อวางเส้นทางรับส่ง และสำรวจผู้โดยสารที่คาดการณ์เป็นพื้นฐานของการออกแบบระบบ EV Bus

  3. ผู้บริหารกล้าตัดสินใจ ทั้ง 2 กรณีสะท้อนถึงการมีผู้บริหารเข้าใจว่ากฎหมายให้อำนาจไว้แล้วและเลือกใช้อำนาจนั้น ทำให้เกิดการตัดสินใจที่จะจัดบริการ จากกรณี ทต.เวียงยอง เปิดบริการฮับส่งโฮงยาตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2566 ด้วยงบท้องถิ่น ส่วน อบจ.ลำพูนริเริ่มออกแบบระบบบริการขนส่งทั้ง 2 รูปแบบด้วยตนเอง

  4. ความยืดหยุ่นในการจัดการงบประมาณ ทั้ง 2 กรณีมีการจัดการงบประมาณอย่างยืดหยุ่น ทต.เวียงยองใช้งบท้องถิ่นเป็นค่ารถ ค่าบุคลากร และค่าน้ำมัน และหลังจากโครงการ บพท. สิ้นสุด ก็บรรจุค่าดูแลระบบเพิ่มในงบประมาณประจำปีเพื่อจัดบริการต่อเนื่อง ขณะที่ อบจ.ลำพูน ใช้งบประมาณท้องถิ่นมาสนับสนุนบริการรถรับส่งนักเรียนทั้งหมด 

  5. เครือข่ายความร่วมมือกับภาควิชาการ ปัจจัยนี้ปรากฏชัดในกรณี ทต.เวียงยอง ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดย รศ.ดร.อรัญญา ศิริผล สนับสนุนโดย บพท. เข้ามาร่วมพัฒนาแอปพลิเคชันฮับส่งโฮงยา ความร่วมมือนี้ทำให้ ทต.เวียงยองมีเครื่องมือที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในพื้นที่ และเทศบาลสามารถรับช่วงดูแลระบบต่อ


บทสรุป

สองกรณีศึกษาในบทความนี้แสดงให้เห็นว่า อปท. มีความสามารถริเริ่มและออกแบบบริการสาธารณะได้เองจากบริบทของพื้นที่ ก่อนที่นโยบายส่วนกลางจะกำหนด 

ความสามารถนี้เกิดขึ้นได้เมื่อเงื่อนไขมาบรรจบกัน ได้แก่ การรับรู้และเข้าใจปัญหาของประชาชน การใช้ข้อมูลรองรับการตัดสินใจ ผู้บริหารที่เข้าใจอำนาจหน้าที่ของตัวเองและกล้าตัดสินใจ ความยืดหยุ่นในการจัดสรรงบประมาณ และเครือข่ายความร่วมมือที่เข้ามาร่วมรับผิดชอบผลลัพธ์ร่วมกัน

ทต.เวียงยอง และ อบจ.ลำพูน ทำให้เห็นว่าสามารถลงมือทำได้มากกว่าการรอให้พร้อม เนื่องจากมีกรอบกฎหมายเปิดโอกาสให้ อปท. ทำได้แล้ว แหล่งงบประมาณมีให้เลือกใช้ เป็นโอกาสและความเป็นไปได้สำหรับ อปท. ที่จะมองตัวเองในฐานะผู้ออกแบบบริการสาธารณะ ทำความเข้าใจว่า ประชาชนในพื้นที่ต้องการอะไร และจะเริ่มต้นโดยทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างไร

กลับมาที่ป้าแก้ว ถ้า อปท. ในพื้นที่ของเธอมีบริการแบบฮับส่งโฮงยา เธอสามารถจองคิวรถล่วงหน้าผ่านโทรศัพท์ มีเจ้าหน้าที่มารับที่หน้าบ้าน และไปพบแพทย์ได้ตามนัดทุกเดือน โดยไม่มีค่าเดินทางเพิ่มเติม และถ้า อปท. มีบริการรถรับส่งนักเรียนควบคู่กันไปด้วย เธอไม่ต้องลังเลว่า เงินที่มีอยู่จะใช้เป็นค่ารถไปโรงพยาบาลหรือค่ารถให้หลานไปโรงเรียน เงินที่เคยใช้เป็นค่าเดินทาง ก็สามารถนำไปใช้จ่ายด้านอื่นของครัวเรือนได้แทน


 
 
 

Comments


bottom of page