บทเรียนจากอุบล: ระบบข้อมูลที่ช่วยให้บริการปรับบ้านไปถึงผู้สูงอายุได้ตรงจุด

บ้านของผู้สูงอายุคือพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตในทุก ๆ วัน ทั้งการเดิน การลุกนั่ง ความเสี่ยงต่อการหกล้ม และการพึ่งพาตัวเองให้นานที่สุด งานของทีม RISE IMPACT ภายใต้การสนับสนุนของ สสส. ศึกษาว่า ระบบบริการปรับบ้านผู้สูงอายุและบริการทางสังคมสำหรับผู้สูงอายุจะทำงานดีขึ้นได้อย่างไร เพื่อให้ผู้สูงอายุอยู่บ้านของตัวเองได้อย่างปลอดภัยและเข้าถึงบริการที่เหมาะสมมากขึ้น บทความนี้ชวนมองคำถามดังกล่าวผ่านกรณีของจังหวัดอุบลราชธานี
อุบลราชธานีเป็นจังหวัดขนาดใหญ่อันดับ 2 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งจังหวัดมี 219 ตำบล และ 2,704 หมู่บ้าน เฉลี่ย 1 ตำบลมี 12 หมู่บ้านโดยประมาณ ผู้สูงอายุแต่ละตำบลจึงไม่ได้อยู่ในชุมชนเล็ก ๆ ที่ทุกคนรู้จักกันหมด แต่กระจายอยู่แต่ละหมู่บ้าน ทั้งมีวิถีชีวิตการอยู่อาศัยต่างกัน บางคนอยู่บ้านติดรั้วกับญาติหรือเพื่อนบ้าน มีวัด ร้านค้า หรือ รพ.สต. อยู่ใกล้ๆ เดินถึงได้ ขณะที่บางคนปลูกบ้านอยู่ลึกเข้าไปในสวนหรือท้ายหมู่บ้าน มีโอกาสพบเจอกับคนในชุมชนน้อยลง บริบทชุมชนลักษณะนี้ทำให้ผู้สูงอายุในตำบลเดียวกันมีโอกาสได้รับบริการไม่เท่ากัน
ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ยายคำแพง* หญิงอายุ 78 ปี ฐานะยากจน เธออาศัยอยู่คนเดียวในบ้านไม้ยกใต้ถุนเก่า ๆ ที่อยู่ลึกเข้าไปท้ายสวนยาง หลังจากหยุดทำสวนยาง เธอก็ไม่ค่อยได้พบเจอเพื่อนบ้านมากนัก เพื่อนบ้านก็ค่อยๆ ห่างเหินกันไป บ้านไม้ของเธอกระเบื้องหลังคาเป็นรูรั่วหลายรู ไม้กระดานที่พื้นผุและแตกหลายจุด ห้องน้ำก่ออิฐมุงสังกะสีตั้งอยู่นอกตัวบ้าน เธอเคยเกือบจะล้มเพราะพื้นกระเบื้องเก่าและลื่น ทางเดินรอบบ้านหญ้าขึ้นรกและเป็นหลุมบ่อ
อีกหมู่บ้านหนึ่ง ป้าสมพร* อายุ 69 ปี ป้าอยู่กับหลานในบ้านไม้หลังเดิมที่ครอบครัวอยู่กันมานาน หน้าบ้านมีต้นมะม่วงใหญ่ที่รากดันพื้นจนเดินไม่ถนัด วันหนึ่งป้าเกือบลื่นล้มในห้องน้ำ แต่โชคดีที่ยังตั้งตัวทัน เธอเล่าให้เพื่อนบ้านฟังตอนที่ไปทำบุญที่วัดกับญาติและเพื่อนบ้าน ทุกคนเป็นห่วงเธอว่าถ้าล้มลงไปอาจเจ็บหนัก จึงไปปรึกษาผู้ใหญ่บ้านและขอให้ช่วยเหลือ ผู้ใหญ่บ้านจึงพาเธอไปคุยกับ อบต. เพื่อขอรับบริการปรับบ้าน และช่วยประสานงานจนบ้านของป้าได้ปรับปรุงห้องน้ำในบ้านและปรับทางเดินหน้าบ้านให้เรียบมากขึ้น
ห่างออกไปอีกหมู่บ้านหนึ่ง ตาสุรีย์* อายุ 74 ปี ปลูกเพิงไม้มุงสังกะสีอาศัยอยู่ตามลำพังในที่ดินของคนรู้จัก ซึ่งให้ตาอยู่ชั่วคราวด้วยความสงสาร บ้านของตาเริ่มผุพัง พื้นไม้โยก หลังคารั่ว และห้องน้ำก็เก่าโทรมมาก ตาอยากซ่อม แต่ไม่มีเงิน เมื่อ อพม. มาพบเห็นจึงส่งเรื่องไปที่ อบต. ต่อเพื่อขอรับบริการปรับบ้าน แต่ อบต. ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะบ้านหลังนี้ไม่ใช่ทรัพย์สินของตา และไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ต้องใช้พิจารณา
เรื่องของยายคำแพง ป้าสมพร และตาสุรีย์ สะท้อนปัญหาสำคัญของงานบริการปรับบ้าน คือ คนที่เจอปัญหารุนแรงและเดือดร้อนอาจไม่ได้เข้าถึงบริการก่อนเสมอไป เช่น ป้าสมพร มีคนช่วยแจ้งเรื่องของเธอไปถึงผู้ใหญ่บ้าน ทำให้เธอได้เข้าสู่ระบบบริการ ส่วนยายคำแพง ถึงบ้านจะทรุดโทรมและใช้ชีวิตลำบากไม่แพ้กัน แต่อยู่ลำพัง ไม่รู้ว่ามีบริการปรับบ้านที่ อบต. ช่วยประสานให้ได้ และไม่มีใครพาเรื่องของเธอเข้าสู่ระบบ ส่วนตาสุรีย์ ยากกว่าเคสอื่น ถึงจะมีคนเห็นว่าเดือดร้อนจริง มีคนยื่นเรื่องให้ แต่ไม่สามารถขอรับบริการได้ ก็อาจหลุดออกจากระบบบริการได้ตั้งแต่ต้น
รับบริการปรับบ้านได้อย่างไร ?
ถ้าผู้สูงอายุคนหนึ่งอยากขอรับบริการปรับบ้าน สามารถเริ่มจากแจ้งให้ อบต./เทศบาล รับรู้ก่อน คนที่แจ้งอาจเป็นตัวผู้สูงอายุเอง ลูกหลาน ญาติ เพื่อนบ้าน หรือคนในชุมชนที่เห็นสภาพบ้านแล้วรู้สึกว่าบ้านหลังนี้มีปัญหาและเจ้าของบ้านกำลังใช้ชีวิตลำบาก บางครั้งผู้ใหญ่บ้าน อสม. อพม. หรือเจ้าหน้าที่ อบต./เทศบาล ก็เป็นฝ่ายไปพบเคสระหว่างลงพื้นที่ หรือรับรู้จากคนในหมู่บ้าน แล้วช่วยประสานงานให้
เมื่อ อบต./เทศบาล รับทราบเรื่องแล้ว เจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่ไปดูสภาพบ้านและตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นก่อน ถ้าเห็นว่าผู้สูงอายุรายนี้มีความจำเป็นต้องได้รับบริการ อบต./เทศบาล ก็จะดำเนินการจัดประชาคม โดยนัดประชุมคนในพื้นที่ ทั้งผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่ อบต./เทศบาล และชาวบ้านในหมู่บ้าน มาร่วมกันรับรองว่า ผู้สูงอายุรายนี้ควรได้รับบริการปรับบ้านจริง
จากนั้น เจ้าหน้าที่ อบต./เทศบาลจะพาช่างไปสำรวจบ้าน ประเมินงาน ทำแบบและประมาณการราคา (แบบ ปร.4-ปร.5) เตรียมเอกสารทั้งกรรมสิทธิ์ที่ดิน หนังสือรับรองจากประชาคม แล้วส่งเรื่องไปยัง พมจ.[1] หรือ อบจ. เพื่อขอรับงบประมาณ
เมื่อ พมจ. หรือ อบจ. ได้รับคำขอแล้ว จะส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบซ้ำอีกครั้ง ก่อนส่งเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาคุณสมบัติและปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุ (พมจ.) หรือคณะกรรมการด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต (อบจ.) หากข้อมูลไม่ครบหรือแบบยังไม่ชัด คณะกรรมการจะส่งกลับมาให้แก้ไข เมื่ออนุมัติแล้ว อบต./เทศบาล จะทำข้อตกลง จัดซื้อจัดจ้างช่าง ประสานช่าง คุมงาน ตรวจรับ และรายงานผลหลังจากงานเสร็จสมบูรณ์

หนึ่งในขั้นตอนสำคัญของกระบวนการนี้คือการประชาคม เพราะงานปรับบ้านเป็นบริการที่ใช้งบประมาณของรัฐ การตัดสินใจให้บริการจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับ อบต./เทศบาล หรือ พมจ./อบจ. เพียงหน่วยงานเดียว ประชาคมจะช่วยให้ชุมชนร่วมกันยืนยันความจำเป็นว่าผู้สูงอายุรายนี้เดือดร้อนจริง บ้านหลังนี้เสี่ยงจริง และควรได้รับบริการก่อนเคสอื่นในหมู่บ้าน และ อบต./เทศบาล มีหลักฐานประกอบการส่งเรื่องไปขอรับงบจาก พมจ. หรือ อบจ. ถ้าไม่มีการรับรองจากประชาคม เรื่องก็ขาดทั้งความชอบธรรมในสายตาชุมชน และขาดฐานรองรับสำหรับการส่งต่อเข้าไปในระบบบริการ
ในบริบทจังหวัดอุบลฯ คนจำนวนมากอยู่กันเป็นเครือญาติ รู้จักกันผ่านกิจกรรมในชุมชน ผู้สูงอายุแบบป้าสมพรที่มีลูกหลาน มีคนรู้จักผู้ใหญ่บ้าน หรือมีเพื่อนบ้านคอยสังเกต จึงมีโอกาสถูกเสนอชื่อเข้าที่ประชาคมมากกว่า
ขณะที่ผู้สูงอายุแบบยายคำแพงซึ่งอยู่ลำพัง บ้านอยู่ลึกเข้าไปท้ายหมู่บ้าน ไม่ค่อยออกไปพบใคร และไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีบริการแบบนี้อยู่ ถึงบ้านจะทรุดโทรมและใช้ชีวิตลำบากมาก ก็อาจไม่มีใครนำบ้านของเธอเข้าประชาคมขึ้น ส่วนตาสุรีย์ ถึงจะมีคนเห็นว่าเดือดร้อนและช่วยแจ้งเรื่องให้ แต่พอเข้าสู่ขั้นตอนขอรับบริการ กลับติดเรื่องไม่มีเอกสารกรรมสิทธิ์ที่ดิน ทำให้คณะกรรมการไม่สามารถพิจารณาได้
กรณีแบบนี้ อบต./เทศบาลไม่ได้ละเลย แต่เกิดจากข้อจำกัด คือ เจ้าหน้าที่ อบต./เทศบาล ต้องดูแลหลายหมู่บ้าน และรับผิดชอบงานหลายด้านพร้อมกัน การจะรู้ว่าผู้สูงอายุคนไหนในตำบลเดือดร้อนเรื่องบ้านมากที่สุดจึงเป็นเรื่องยาก ส่วนใหญ่ต้องอาศัยผู้ใหญ่บ้าน อสม. อพม. หรือเครือข่ายอาสาในหมู่บ้านช่วยสอดส่องและแจ้งเคสเข้ามา
ข้อมูลของรัฐมีหลายชุด แต่ยังไม่ช่วยชี้ว่าใครควรได้รับบริการก่อน
บริการปรับบ้านที่ดำเนินภายในจังหวัดอุบลฯไม่สามารถให้บริการแก่ผู้สูงอายุที่เดือดร้อนได้หมดทุกหลัง ตัวอย่างปี 2568 อุบลมีงบประมาณสำหรับบริการปรับบ้านประมาณ 550 หลัง มาจาก พมจ. ประมาณ 400 หลัง และ อบจ. อีกประมาณ 150 หลัง[2] ขณะที่บ้านผู้สูงอายุที่มีปัญหาในจังหวัดมีมากกว่านั้น จังหวัดอุบลฯจึงต้องจัดลำดับว่าใครควรได้รับบริการก่อน
การจัดลำดับนี้เป็นทั้งการบริหารจัดการทรัพยากร และความเป็นธรรมของระบบบริการด้วยจังหวัดจึงต้องการข้อมูลที่ช่วยชี้ว่า บ้านหลังไหนเสี่ยงกว่า ผู้สูงอายุคนไหนเดือดร้อนกว่า และใครควรได้รับบริการก่อน ไม่เช่นนั้น การให้บริการย่อมเอนเอียงไปหาคนที่ถูกมองเห็นก่อน มีคนช่วยประสานงานและผลักดันก่อน หรือมีเอกสารพร้อมกว่า
ที่ผ่านมา พมจ.อุบลฯ พยายามนำข้อมูลของรัฐหลายหน่วยงานมาใช้วิเคราะห์กลุ่มผู้รับบริการปรับบ้าน แต่ข้อมูลที่ได้มาจากแต่ละหน่วยงานยังไม่ได้ออกแบบมาเพื่อใช้กับงานนี้โดยตรง ทั้งข้อมูลสถิติระดับจังหวัด เช่น จำนวนผู้สูงอายุ สถานะทางเศรษฐกิจ สุขภาพ สังคม หรือจำนวนบ้านที่ไม่เหมาะสมกับการอยู่อาศัย ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เห็นว่าปัญหานี้ใหญ่แค่ไหน แต่ยังบอกไม่ได้ว่าบ้านหลังไหน ในตำบลไหนที่ควรได้รับบริการก่อน
พมจ. มีระบบ MSO Logbook เก็บข้อมูลผู้รับบริการและติดตามงานในภารกิจของ พม. ระบบนี้ช่วยให้เห็นข้อมูลรายกรณีและช่วยติดตามงานในภาพรวมได้ แต่เมื่อจะใช้กับงานปรับบ้าน เจ้าหน้าที่ยังต้องลงไปดูหน้างานและใช้ข้อมูลจากแหล่งอื่นประกอบ เพราะระบบไม่ได้ระบุข้อมูลสภาพบ้านว่าบ้านเป็นของใครและเสี่ยงแค่ไหน
ระบบข้อมูล TPMAP ช่วยให้เห็นภาพความยากจนและความเปราะบางได้ระดับหนึ่ง เมื่อนำมาใช้กับงานปรับบ้านจริงพบว่ายังไม่พอ พบข้อจำกัดบางครัวเรือน ระบบข้อมูลระบุว่าเปราะบาง แต่พอเจ้าหน้าที่ พมจ. หรือ อบจ. ลงไปดูหน้างานจริงกลับพบว่า สภาพบ้านยังไม่ได้อยู่ในระดับที่ต้องรีบปรับปรุงทันที
อบต./เทศบาล ในฐานะหน้าด่านระบบบริการ มักถูกขอให้สำรวจข้อมูลส่งให้หน่วยงานรัฐเป็นประจำ ทั้งข้อมูลความยากจน ข้อมูลครัวเรือน และข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) แต่ข้อมูลเหล่านี้ถูกใช้เพื่อรายงานเป็นหลัก ไม่เคยย้อนกลับมาให้ อบต./เทศบาล ใช้วางแผนจัดบริการในพื้นที่ตนเองได้ โดยเฉพาะบริการปรับบ้าน อบต./เทศบาล ยังไม่มีข้อมูลที่ช่วยระบุว่า บ้านหลังไหนเสี่ยงกว่า หรือผู้สูงอายุคนไหนควรได้รับบริการก่อนจริง ๆ ยังต้องพึ่งการแจ้งจากตัวผู้สูงอายุ คนในครอบครัว ผู้ใหญ่บ้าน เครือข่ายอาสาสมัคร และคนในหมู่บ้านอยู่มาก
ปัญหาจากระบบข้อมูลรัฐแต่ละชุดยังใช้กับงานบริการปรับบ้านไม่ได้ อุบลจึงริเริ่มพัฒนาระบบข้อมูลที่ช่วยชี้ว่าใครเดือดร้อนเรื่องบ้านมากที่สุด ใครควรได้รับบริการก่อน และทำให้ พมจ. อบจ. และ อบต./เทศบาล ใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน
ข้อมูลที่ช่วยชี้ว่าใครควรได้รับบริการก่อน
พมจ.อุบลฯมีฐานการทำงานด้านผู้สูงอายุอยู่ก่อนแล้ว โดยเฉพาะจากโครงการหุ้นส่วนทางสังคมในจังหวัดอุบลฯ[3] ที่ทำให้เกิดเครือข่ายทำงานร่วมกันระหว่าง พมจ. มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และ อบต./เทศบาลในพื้นที่นำร่อง 5 แห่ง[4] ทำให้คนทำงานในหน่วยงานเหล่านี้ คุ้นเคยกับการทำงานร่วมกันและทดลองพัฒนางานบริการในพื้นที่จริง
งานบริการที่ร่วมกันพัฒนาใน 5 พื้นที่นำร่อง มีกลไก “นักสานพลังชุมชน” ซึ่งรวมทั้งอาสาสมัคร อสม. อพม. ผู้ใหญ่บ้าน ช่างชุมชน และเจ้าหน้าที่ อบต./เทศบาล เข้ามาสำรวจข้อมูลผู้สูงอายุ ประเมินความเดือดร้อน และประสานงานระหว่างผู้สูงอายุและบริการของ พมจ. ตั้งแต่ต้นทาง ทำให้แต่ละตำบลสามารถประเมินว่า ผู้สูงอายุคนไหนควรได้รับบริการเร่งด่วน คนไหนควรเฝ้าระวัง และคนไหนควรประสานงานให้ได้รับสวัสดิการอื่น โดยแบ่งสถานะเป็น 3 ระดับกลุ่มสีแดง-เหลือง-เขียว
เมื่อทำงานสำรวจข้อมูลผู้สูงอายุไปสักระยะ พมจ. เริ่มเห็นข้อจำกัดว่า แม้แต่ละตำบลจะคุ้นกับการประเมินและจัดกลุ่มแดง-เหลือง-เขียว อยู่แล้ว แต่การประเมินเพื่อให้บริการปรับบ้านแต่ละตำบลกลับไม่เหมือนกัน เช่น ทต.ขามใหญ่ และ อบต.เหล่าบก มองเคสสีแดงจากสภาพบ้านและความเปราะบางของครัวเรือนควบคู่กัน เช่น ผู้สูงอายุอยู่ลำพังหรือไม่ อยู่กับเด็กหรือไม่ และมีคนช่วยดูแลหรือไม่ อบต.โนนโหนน ให้น้ำหนักกับความเปราะบางเรื่องสิทธิ์ของเจ้าบ้านมากเป็นพิเศษ เช่น บ้านอยู่ในที่ดินคนอื่นและไม่มีกรรมสิทธิ์ ส่วน อบต.เมืองเดช มองความเร่งด่วนจากความยากจน สภาพบ้าน และการที่ชุมชนเห็นร่วมกันว่าควรช่วยก่อน ความต่างนี้ทำให้เคสผู้สูงอายุที่เปราะบางใกล้เคียงกัน ถูกประเมินต่างระดับกันในแต่ละตำบล
ประกอบกับจังหวัดอุบลฯมีงบประมาณสำหรับให้บริการปรับบ้าน เฉลี่ย 500 หลังต่อปี การประเมินที่ใช้หลักการแตกต่างจึงเป็นข้อจำกัด ทำให้จัดลำดับความช่วยเหลือข้ามพื้นที่ได้ยากขึ้น และเสี่ยงที่บริการจะไปไม่ถึงคนที่เดือดร้อนมากกว่าก่อน
จากสถานการณ์ที่พบ จึงมีการจัดวงหารือระหว่างคณะทำงานจาก พมจ. อบจ. เจ้าหน้าที่ อบต./เทศบาลจาก 6 พื้นที่[5] นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และทีมวิจัย RISE IMPACT เพื่อหาคำตอบว่า การพิจารณาว่าผู้สูงอายุคนใดควรได้รับบริการปรับบ้านก่อน ควรใช้ข้อมูลอะไร ใช้เกณฑ์ไหนบ้าง และสรุปผลอย่างไร เพื่อให้เห็นตรงกันทั้งจังหวัด
การพูดคุยแลกเปลี่ยน ค่อย ๆ ตกผลึกเกณฑ์กลางและค่าน้ำหนักที่ใช้พิจารณาผู้สูงอายุและที่อยู่อาศัยร่วมกัน โดยให้น้ำหนักกับมิติสภาพบ้านมากที่สุด รองลงมาคือ รายได้และเศรษฐานะ สุขภาพ การดูแลทางสังคม และการใช้ประโยชน์หลังปรับบ้าน ตามลำดับ เกณฑ์กลางนี้ จะทำให้เจ้าหน้าที่และผู้ให้บริการที่เดิมมองเคสไม่เหมือนกัน มีแนวทางการพิจารณาและทำความเข้าใจว่าผู้สูงอายุคนนี้เดือดร้อนตรงไหน และควรประเมินลำดับก่อนหลังอย่างไร
ระบบข้อมูลที่ทดลองทำใหม่ตั้งใจให้ทุกพื้นที่เริ่มเก็บข้อมูลบนฐานเดียวกันตั้งแต่ต้น โดยให้เจ้าหน้าที่ อบต./เทศบาล นักสานพลังชุมชน และเครือข่าย อพม./อสม. ทั้ง 6 พื้นที่เป็นฝ่ายลงเยี่ยมบ้านและกรอกข้อมูล จากนั้นข้อมูลทั้งหมดจึงถูกส่งมายัง พมจ. ซึ่งทำหน้าที่ดูภาพรวมของจังหวัด ขณะที่ทีมวิจัย RISE IMPACT และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ทำงานคำนวณคะแนนตามเกณฑ์กลางและค่าน้ำหนัก จัดลำดับความเร่งด่วน และแสดงผลเป็น dashboard ที่ อบต./เทศบาล ดูได้ว่า ในตำบลของตัวเองมีผู้สูงอายุคนไหน ในหมู่บ้านไหน อยู่ในระดับความเร่งด่วนใด และใครบ้างที่ควรได้รับบริการปรับบ้านก่อน
ผลจากการทดลองสำรวจข้อมูลและประเมินระดับความเร่งด่วนใน 6 ตำบลทำในเวลาประมาณหนึ่งเดือน ซึ่งเป็นการทดสอบระบบในระยะเวลาจำกัด โดยมีเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจดูว่า ถ้าใช้เกณฑ์กลางร่วมและวิธีเก็บข้อมูลแบบเดียวกันแล้ว จะช่วยให้พมจ. อบจ. และ อบต./เทศบาล เห็นความเร่งด่วนของผู้สูงอายุชัดขึ้นหรือไม่ ผลคือ เก็บข้อมูลได้ 421 เคส จาก 41 หมู่บ้าน และจัดกลุ่มออกมาเป็น สีแดง 31 เคส สีเหลือง 51 เคส และสีเขียว 339 เคส
หลังการทดลอง คนทำงานมาประชุมร่วมกัน หลายฝ่ายเริ่มเห็นว่า ระบบข้อมูลนี้ช่วยเปลี่ยนวิธีทำงานบริการใหม่ ในมุมของ อบจ. มีเกณฑ์กลางช่วยให้การรับเรื่องจาก อบต./เทศบาล มีหลักพิจารณาที่ชัดขึ้น และลดปัญหาที่บางพื้นที่ประเมินความจำเป็นสูงเกินจริง ในมุมของ อบต./เทศบาล ระบบข้อมูลช่วยให้มองเห็นเคสในตำบลของตัวเองชัดขึ้น ไม่ต้องอาศัยแค่การเสนอชื่อจากคนในหมู่บ้านเหมือนที่ผ่านมา ขณะที่ พมจ. และนักวิชาการ ก็เริ่มเห็นว่าระบบข้อมูลสามารถต่อยอดไปสู่งานบริการผู้สูงอายุด้านอื่นได้ด้วย เพราะทำให้เห็นความเปราะบางของผู้สูงอายุหลายมิติพร้อมกัน
ระบบข้อมูลที่เปลี่ยนมุมมองงานบริการ
ผลที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลังจากการทำงานครั้งนี้คือ พมจ. และ อบจ. เริ่มคุยกันบนข้อมูลชุดเดียวกัน จากเดิมที่ทั้งสองหน่วยงานรับรู้ความต้องการของประชาชนจากคนละช่องทาง และยังไม่เคยวางแผนการทำงานบริการร่วมกันมาก่อน เมื่อมีระบบข้อมูลที่ช่วยให้เห็นผู้สูงอายุกลุ่มเปราะบางเป็นภาพเดียวกันมากขึ้น ทั้งสองฝ่ายเห็นว่า ในพื้นที่มีผู้สูงอายุที่เดือดร้อนอยู่ตรงไหนบ้าง และบ้านแบบไหนที่ควรได้รับบริการก่อน
ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ พมจ. และ อบจ. มีโอกาสปรับทิศทางการทำงาน ไปสู่การตั้งเป้าหมายงานบริการปรับบ้านระดับจังหวัด เช่น ในแต่ละปี ควรเร่งช่วยกลุ่มไหนก่อน หรือควรเริ่มจากพื้นที่ไหนก่อน เพื่อให้การใช้ทรัพยากรของจังหวัดตอบโจทย์คนที่เดือดร้อนมากที่สุด
อีกเรื่องหนึ่งที่ พมจ. เริ่มเห็นโอกาสที่จะประสานงานกับเครือข่ายอื่นๆ ในจังหวัดเพื่อระดมทรัพยากรมาทำงานร่วมกัน น่าจะทำได้ง่ายขึ้น เช่น พมจ./อบจ. มีข้อมูลผู้สูงอายุที่เดือดร้อนว่ามีจำนวนเท่าไร อยู่ที่ไหนบ้าง และกรณีไหนบ้างที่ผู้สูงอายุและบ้านยังไม่เข้าเกณฑ์รับบริการของรัฐด้วยสาเหตุต่างๆ เช่น ข้อจำกัดเรื่องกรรมสิทธิ์ พมจ./อบจ. สามารถใช้ข้อมูลนี้เป็นฐานประสานงานกับภาควิชาการ ภาคเอกชน ประชาสังคม หรือเครือข่ายอื่น ๆ ที่พร้อมช่วยเติมช่องว่างของระบบบริการได้
ในระดับ อบต./เทศบาล มองว่า ถ้ามีระบบข้อมูลนี้ใช้ต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่จะทำงานสะดวกขึ้น จากเดิมที่ต้องรอให้มีคนแจ้งเรื่อง หรือรอให้ชื่อของผู้สูงอายุถูกเสนอเข้ามาโดยคนในชุมชนก่อน เจ้าหน้าที่ ก็จะเริ่มเห็นว่า ในตำบลของตัวเองมีผู้สูงอายุคนไหนที่เดือดร้อนมากที่สุด และควรเริ่มจากบ้านหลังไหนก่อน
นอกจากนั้น ข้อมูลชุดเดียวกันช่วยให้การตัดสินใจในประชาคมมีหลักฐานรองรับมากขึ้น สามารถพิจารณาว่าจะเสนอชื่อใครรับบริการก่อน อบต./เทศบาลจะมั่นใจมากขึ้นว่าไม่ได้ใช้ข้อมูลที่ได้รับการเสนอจากคนในชุมชนเท่านั้น แต่จะมีข้อมูลยืนยันว่า ผู้สูงอายุคนนี้มีปัญหาเรื่องบ้าน สุขภาพ รายได้ และการดูแลในระดับไหนบ้าง ซึ่งช่วยให้ อบต./เทศบาล สามารถตัดสินใจและอธิบายเหตุผลได้มากขึ้น และมีโอกาสเป็นธรรมขึ้นกว่าเดิม
ในอนาคตระบบข้อมูลที่ออกแบบไว้ให้สำรวจและเข้าใจผู้สูงอายุหลายมิติ ทำให้ อบต./เทศบาลสามารถใช้วางแผนการจัดสวัสดิการหรือให้บริการด้านอื่นกับผู้สูงอายุได้ต่อ ไม่ทำงานแยกส่วน แก้ปัญหาไปทีละเรื่อง ๆ เหมือนที่ผ่านมา
บทสรุป
ปัจจัยความสำเร็จหนึ่งที่จะทำให้บริการปรับบ้านไปถึงผู้สูงอายุได้เร็วขึ้น ตรงจุดขึ้น และเป็นธรรมขึ้น อยู่ที่ระบบบริการจะมองเห็นใคร และเมื่อมีทรัพยากรจำกัด จะมีหลักเกณฑ์พิจารณาว่าใครควรได้รับบริการก่อนได้อย่างไร
ความเปลี่ยนแปลงในจังหวัดอุบล เกิดขึ้นต่อยอดจากระบบบริการเดิม เพื่อทำให้ พมจ. อบจ. และ อบต./เทศบาล มีข้อมูลชุดเดียวกัน มองเห็นและเข้าใจผู้สูงอายุได้ใกล้เคียงกันมากขึ้นว่า ใครเดือดร้อนเรื่องบ้าน ใครมีความต้องการเร่งด่วน ช่วยให้การจัดบริการปรับบ้านตรงจุดขึ้น อธิบายการตัดสินใจได้มากขึ้น และเปิดทางให้ พมจ. อบจ. อบต./เทศบาล และเครือข่ายอื่น ๆ สามารถร่วมทำงานบริการผู้สูงอายุบนระบบข้อมูลเดียวกัน
ผลที่ตามมาคือ ผู้สูงอายุแบบยายคำแพงมีโอกาสถูกมองเห็นเร็วขึ้น จากเดิมที่อาจเงียบหาย ก็มีโอกาสถูกระบุได้ตั้งแต่ต้นและเข้าถึงบริการได้เร็วขึ้น ส่วนป้าสมพรก็ยังได้รับบริการเช่นเดิม โดยการพิจารณาจะมีหลักการรองรับชัดขึ้น กระบวนการทำงานโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น ขณะที่ตาสุรีย์ไม่มีกรรมสิทธิ์ที่ดิน ก็มีโอกาสไม่หลุดออกนอกจากระบบไปง่าย ๆ พมจ. อบจ. และ อบต./เทศบาล ที่มองเห็นข้อจำกัดแล้วสามารถหาทางช่วยเหลือจากเครือข่ายภาคประชาสังคมหรือภาควิชาการได้
รายการอ้างอิง
* บุคคลที่กล่าวถึงเป็นบุคคลที่สมมติขึ้นเพื่อเป็นตัวอย่างอธิบายสถานการณ์ปัญหาของผู้สูงอายุเท่านั้น
[1] กรมกิจการผู้สูงอายุ. (2568). คู่มือการดำเนินโครงการปรับสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกของผู้สูงอายุให้เหมาะสมและปลอดภัย. กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์.
[2] ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ พมจ.อุบลราชธานี และ อบจ.อุบลราชธานี. (3-4 มีนาคม 2568).
[3] โครงการหุ้นส่วนทางสังคม เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวง พม. กับ สสส. เพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาระบบสวัสดิการในระดับพื้นที่ให้สอดคล้องกับปัญหาและบริบทของแต่ละจังหวัด โดยเริ่มทำงานในรูปแบบ sandbox 5 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ พะเยา อุบลราชธานี สมุทรสาคร ระยอง และสงขลา. ข้อมูลจาก กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. (2567). พม. จับมือ สสส. - ประชาสังคม นำร่องเปิดเวที พัฒนาระบบสวัสดิการสังคมในรูปแบบหุ้นส่วนทางสังคม. ข้อมูลจาก https://www.m-society.go.th/news_view.php?nid=38596
[4] อบต./เทศบาล 5 พื้นที่นำร่อง ได้แก่ ทต.ขามใหญ่, อบต.เหล่าบก, อบต.หัวดอน, อบต.เมืองเดช และ อบต.โนนโหนน
[5] 6 พื้นที่ คือ อบต./เทศบาล 5 พื้นที่นำร่อง และ ทต.บุ่งไหม พร้อมกับศูนย์สังคมพัฒนาสังฆมณฑล ในตำบลบุ่งไหม
