top of page

ศูนย์สังคมพัฒนาบุ่งไหม: ภาคประชาสังคมที่ออกแบบบริการให้ผู้สูงอายุอยู่ดีมีความสุขในชุมชน

6 hours ago
2 min read

ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยที่มีสุขภาพแข็งแรงดี แต่เริ่มต้องการความช่วยเหลือในชีวิตประจำวันมากขึ้น ทั้งการออกจากบ้าน ช่วยทำกิจวัตรบางอย่าง มีคนพูดคุย และมีคนคอยดูในวันที่ร่างกายไม่เป็นใจ งานของทีม RISE IMPACT ภายใต้การสนับสนุนของ สสส. ศึกษาว่า บริการทางสังคมสำหรับผู้สูงอายุควรมีรูปแบบอย่างไร เพื่อให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนของตัวเองได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และเข้าถึงบริการที่เหมาะสมมากขึ้น บทความนี้ชวนทำความเข้าใจคำถามดังกล่าวผ่านกรณีของศูนย์สังคมพัฒนา ตำบลบุ่งไหม



ชีวิตผู้สูงอายุ ที่ต้องการมากกว่าการรักษา

ตำบลบุ่งไหม อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี มีประชากรราว 10,000 คนใน 12 หมู่บ้าน เกือบหนึ่งในห้าของประชากรเป็นผู้สูงอายุ หลายคนยังไม่ได้ป่วยหนัก ยังลุกนั่งเองได้ กินข้าวเองได้ และพอทำกิจวัตรพื้นฐานบางอย่างได้อยู่ แต่เมื่ออายุมากขึ้น ชีวิตประจำวันก็ค่อย ๆ ยากขึ้นทีละน้อย

ตัวอย่างยายสมหมาย* อายุ 74 ปี ทำอะไรเองได้หลายอย่าง แต่ขาไม่ค่อยมีแรงเหมือนเดิม การออกจากบ้านคนเดียวเริ่มลำบาก ลูกหลานไปทำงานในเมือง เพื่อนบ้านรุ่นเดียวกันทยอยป่วยและหายไปจากวงสนทนา บางวันแทบไม่มีใครแวะมาคุยด้วย ยายเริ่มรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้น

หรือตาสมชาย* อายุ 79 ปี ยังลุกนั่งได้เอง ทำกิจวัตรพื้นฐานได้ แต่เริ่มหลงลืม บางวันจำไม่ได้ว่ากินยาไปแล้วหรือยัง ไม่แน่ใจว่าบาดแผลเล็ก ๆ ที่ขาควรดูแลอย่างไร ลูกที่บ้านต้องออกไปทำงานตั้งแต่เช้า ไม่มีใครอยู่ดูแลได้ตลอดวัน

ผู้สูงอายุแบบยายสมหมายและตาสมชายมีอยู่มากในชุมชน พวกเขาไม่ได้เป็นผู้ป่วยหนัก แต่ก็ไม่ได้ใช้ชีวิตได้สะดวกเหมือนเดิมแล้ว สิ่งที่พวกเขาต้องการเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เคยทำได้ เช่น ได้ออกจากบ้าน ได้พูดคุยกับผู้คน มีคนแวะมาดูในวันที่ร่างกายไม่เป็นใจ หรือมีที่ให้ออกไปนั่งทำกิจกรรมกับคนอื่น เป็นความต้องการที่ดูเล็กน้อย แต่สำหรับผู้สูงอายุ มันเป็นส่วนสำคัญของการใช้ชีวิตในแต่ละวัน

เราสังเกตเห็นว่าความต้องการของผู้สูงอายุกลุ่มนี้เป็นโอกาสพัฒนาบริการทางสังคมขึ้นมารองรับ ซึ่งจะช่วยให้ยังอยู่ในบ้านของตัวเองได้ ยังเชื่อมโยงกับผู้คนรอบตัวได้ และยังใช้ชีวิตในชุมชนต่อไปได้อย่างไม่โดดเดี่ยว

ระบบดูแลยังไปไม่ถึงผู้สูงอายุทุกคน

ประเทศไทยมีระบบดูแลผู้สูงอายุระยะยาว หรือ Long-Term Care (LTC) สำหรับผู้สูงอายุที่เคลื่อนไหวลำบาก ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง และต้องมีคนช่วยดูแลในชีวิตประจำวัน ระบบนี้ทำงานผ่าน รพ.สต. ในพื้นที่ โดยผู้ดูแลที่ผ่านการอบรมลงไปเยี่ยมผู้สูงอายุที่บ้าน ติดตามอาการ และช่วยดูแลตามแผนที่วางไว้[1]

ผู้สูงอายุแบบยายสมหมายและตาสมชายที่เรายกตัวอย่างไปตอนต้น เป็นกลุ่มที่สุขภาพแข็งแรงดี พวกเขาจะยังไม่ได้รับการดูแลระบบ LTC แต่ต้องการคนแวะไปเยี่ยมที่บ้าน มีคนช่วยสังเกตความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ได้ออกจากบ้าน หรือมีที่ให้ไปเจอคนอื่น ที่ตำบลบุ่งไหม เจ้าหน้าที่ศูนย์สังคมพัฒนา สังฆมณฑลอุบลราชธานี หรือศูนย์สังคมพัฒนา ประเมินว่ามีผู้สูงอายุกลุ่มนี้อยู่ราว 110 คน[2] 

ด้าน รพ.สต. บุ่งไหม ที่เป็นระบบดูแลสุขภาพคนในชุมชน มีพยาบาลประจำการ 2 คน เทียบกับการดูแลคนทั้งตำบล 12 หมู่บ้าน[2] แล้วยังเป็นอุปสรรคใหญ่มากที่จะดูแลได้ทั่วถึง อีกทั้งต้องให้ความสำคัญกับงานเร่งด่วน เช่น ดูแลผู้สูงอายุที่เจ็บป่วย หรือผู้ป่วยที่ต้องการคนดูแลอย่างต่อเนื่อง ทำให้งานดูแลผู้สูงอายุ เช่น พาออกจากบ้าน คลายความเหงา หรือการช่วยดูคนที่เริ่มใช้ชีวิตลำบากขึ้นทีละน้อย มักถูกจัดลำดับรองลงไป

สถานการณ์นี้เป็นโอกาสให้เกิดบริการอีกแบบหนึ่งสำหรับผู้สูงอายุกลุ่มนี้ เป็นบริการที่ดูแลชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุตั้งแต่วันที่ยังแข็งแรงแต่เริ่มใช้ชีวิตลำบากขึ้นทีละน้อย โดยศูนย์สังคมพัฒนา ริเริ่มจัดบริการดังกล่าว เพื่อดูแลผู้สูงอายุในส่วนที่ระบบบริการหลักยังไปไม่ถึง

เริ่มต้นจากสร้างผู้ดูแล

ศูนย์สังคมพัฒนาบุ่งไหม เป็นหน่วยงานภายใต้สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย ฝ่ายสังฆมณฑลอุบลราชธานี ที่ทำงานด้านสังคมสงเคราะห์และพัฒนาชุมชน แต่การทำงานของศูนย์ฯ เปิดให้บริการกับคนในชุมชนทุกคน ไม่แบ่งแยกศาสนา เพราะเชื่อว่าทุกคนควรได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียมกัน[2]

ศูนย์ฯ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลเยอรมนี และวางแผนทำงานระยะยาว 9 ปี โดยเลือกตำบลบุ่งไหมเป็นพื้นที่นำร่อง เพราะมีที่ตั้งของสำนักงานสังฆมณฑล เครือข่ายอาสาสมัครเดิมจากการทำงานช่วยเหลือน้ำท่วมในปี 2554 และความพร้อมของหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งเทศบาลตำบลบุ่งไหม รพ.สต. และ พมจ.อุบลฯ ที่ยินดีทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้น[2]

ศูนย์ฯ เริ่มจากการหาคนในชุมชนที่พร้อมจะดูแลผู้สูงอายุ บางคนเป็น อสม. ที่ทำงานในพื้นที่อยู่แล้ว บางคนเป็นผู้สูงอายุที่อยากออกมาช่วยเพื่อนบ้าน บางคนเป็นอาสาสมัครที่รู้จักคนในหมู่บ้านดีอยู่แล้ว

ในช่วง 3 ปีแรก ตั้งแต่ปี 2564 ถึง 2566 ศูนย์ฯ ใช้เวลาไปกับการค้นหาคนทำงาน ฝึกทักษะการดูแล และศึกษาว่าระบบดูแลผู้สูงอายุที่มีอยู่ในพื้นที่ทำอะไรอยู่แล้วบ้าง[2] ทีมงานศูนย์ฯ ค่อย ๆ เรียนรู้ว่า รพ.สต. ทำอะไรอยู่ เทศบาลดูแลเรื่องอะไรอยู่แล้ว และเรื่องไหนยังไม่มีใครเข้าไปดูแลผู้สูงอายุอย่างจริงจัง ตัวอย่างเช่น ศูนย์ฯ ทดลองตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียน แต่พบว่าซ้ำกับที่เทศบาลทำอยู่ จึงยุติไปและปรับทิศทางใหม่

บทเรียนสำคัญของช่วงเริ่มต้นของศูนย์ฯ คือ ค่อย ๆ เรียนรู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่จำเป็นต้องทำซ้ำ และศูนย์ฯ ควรเข้าไปช่วยตรงไหนจึงจะมีประโยชน์กับผู้สูงอายุ[2] และจากการค่อย ๆ สร้างงานดูแลผู้สูงอายุขึ้นมาจากคนที่อยู่ในพื้นที่ ทำให้ศูนย์ฯ มีผู้ดูแลที่รู้ว่าบ้านไหนมีผู้สูงอายุอยู่คนเดียว ใครเริ่มออกจากบ้านลำบาก ผู้สูงอายุคนไหนที่เริ่มต้องการความช่วยเหลือมากขึ้นในแต่ละวัน

สร้างระบบข้อมูลที่ใช้ทำงาน

ต่อมา ศูนย์ฯ ทำงานเก็บข้อมูลผู้สูงอายุให้เป็นระบบ เพื่อให้รู้ว่าใครต้องการความช่วยเหลือแบบไหน และควรดูแลต่ออย่างไร ซึ่งจะช่วยให้ดูแลผู้สูงอายุได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถประสานงานส่งต่อไปถึงหน่วยงานอื่นๆ ตามที่ผู้สูงอายุต้องการได้

ศูนย์ฯ พัฒนาระบบข้อมูลของตัวเองขึ้นมา เก็บข้อมูลผู้สูงอายุที่มารับบริการ ทำแบบประเมินและแผนดูแลรายคน และแบบฟอร์มบันทึกการเยี่ยมบ้านที่ออกแบบให้สอดคล้องกับการทำงานของ รพ.สต. ใช้งาน[2]

ระบบข้อมูลนี้ทำให้ศูนย์ฯ ต่างจากการทำกิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุอื่น ๆ ศูนย์ฯ สามารถปรับวิธีการดูแลให้เหมาะกับผู้สูงอายุรายคนได้ บางคนออกมาร่วมกิจกรรมที่ Day Care ได้ บางคนเริ่มเดินทางลำบากก็จัดการการเยี่ยมบ้าน บางคนมีปัญหาสุขภาพที่ต้องติดตามต่อกับ รพ.สต. หรือบางคนอาจต้องการความช่วยเหลือเรื่องสิทธิและสวัสดิการจากหน่วยงานอื่น

นอกจากนั้น ศูนย์ฯ สะท้อนว่าการออกแบบระบบข้อมูลให้สอดคล้องกับ รพ.สต. นั้นเป็นการวางแผนระยะยาว รองรับกรณีที่การสนับสนุนจากทุนรัฐบาลเยอรมนีสิ้นสุดลง ระบบข้อมูลที่สามารถนำไปใช้งานต่อกับ รพ.สต. และเทศบาลได้ จะช่วยให้ศูนย์ฯ ทำงานกับหน่วยงานได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด[2]

การบริหารจัดการภายในศูนย์ฯ แบ่งบทบาททีมงานชัดเจน มีทีมดูแลกิจกรรมใน Day Care ทีมดูแลการลงเยี่ยมบ้าน ทีมเก็บข้อมูล รับฟังความต้องการของผู้สุงอายุ และประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น พมจ./อบจ.[2] ทำให้ทุกคนรู้ว่าตัวเองรับผิดชอบอะไร การทำงานร่วมกันก็ง่ายขึ้น และลดความสับสนเวลาต้องดูแลผู้สูงอายุหลายกรณีพร้อมกัน

บริการที่รองรับความต้องการหลากหลายของผู้สูงอายุ

จากการทำงานที่ผ่านมา ศูนย์ฯเข้าใจดีว่าผู้สูงอายุต้องการการดูแลและช่วยเหลือต่างกัน ศูนย์จึงค่อย ๆ พัฒนาหลาย ๆ บริการขึ้นมาให้ตอบสนองกับความต้องการของผู้สูงอายุ ปัจจุบัน ศูนย์ฯ ให้บริการผู้สูงอายุในตำบลบุ่งไหมรวม 313 คน ผ่านรูปแบบบริการ[3] ดังนี้

บริการ Day Care หรือศูนย์ดูแลระหว่างวัน สำหรับผู้สูงอายุที่ยังออกจากบ้านได้ และยังอยากมีกิจกรรมระหว่างวัน ศูนย์ฯจัดกิจกรรมแต่ละวันต่างกันตามสภาพร่างกายและความต้องการของผู้สูงอายุแต่ละกลุ่ม โดยวันจันทร์กับวันพุธเป็นกลุ่มที่ต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพ เช่น ผู้สูงอายุที่ร่างกายอ่อนแรงหรือกำลังฟื้นตัว ส่วนวันอังคาร พฤหัสบดี และศุกร์ เป็นกลุ่มที่ร่างกายยังแข็งแรงกว่าและต้องการมาพบปะ ทำกิจกรรม และใช้เวลาอยู่กับคนอื่น[2]

ในแต่ละวัน Day Care รองรับผู้สูงอายุได้ราว 25–30 คน มีทีมงานดูแลประจำวัน 5 คน แบ่งเป็นคนดูแลกิจกรรม 3 คน และดูแลทั่วไปอีก 2 คน[2] กิจกรรมมีตั้งแต่การออกกำลังกายเบา ๆ งานฝีมือ การฝึกทักษะอาชีพ กิจกรรมตามเทศกาล ไปจนถึงการนั่งคุยกันธรรมดา ๆ สำหรับผู้สูงอายุบางคน แค่ได้ออกจากบ้านมาเจอคนอื่นก็มีความหมายมากแล้ว เพราะทำให้วันทั้งวันไม่ได้ผ่านไปอย่างเงียบเหงาอยู่คนเดียว

ที่ผ่านมา ศูนย์ฯพบว่ามีผู้สูงอายุมาใช้บริการเกินที่กำหนดไว้จำนวน 25 คนเกือบทุกวัน ทำให้เห็นว่าบริการนี้เป็นที่ต้องการของผู้สูงอายุ และศูนย์ยังจัดอาหารกลางวันให้ผู้สูงอายุที่มาใช้บริการด้วย และถ้าวันไหนมีอาหารเหลือ ทีมงานจะนำไปส่งต่อให้ผู้สูงอายุเปราะบางที่อยู่บ้าน[3]

บริการต่อมา Home Care สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่สะดวกเดินทางมาที่ศูนย์ฯ หรือเริ่มใช้ชีวิตนอกบ้านได้ยากขึ้น ยังช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง แต่เริ่มต้องการคนช่วยในชีวิตประจำวันมากขึ้น เช่น เรื่องการดูแลตัวเอง การกินยา การพูดคุยเพื่อลดความเหงา หรือการช่วยประสานความช่วยเหลือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

ศูนย์ฯมีทีมอาสาสมัครที่เรียกว่า Care Worker หรือ CW จำนวน 12 คน ทำหน้าที่ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านผู้สูงอายุ[3] ข้อดีการไปดูแลที่บ้าน ทำให้ทีมผู้ดูแลรู้จักและเข้าใจผู้สูงอายุมากขึ้นทั้งสภาพความเป็นอยู่ สิ่งแวดล้อมในบ้าน ความเงียบเหงา และปัญหาเล็ก ๆ ที่ต้องเจอในชีวิตประจำวัน

อีกบริการหนึ่งคือ ศูนย์ผู้สูงอายุชุมชน ศูนย์ฯออกไปจัดกิจกรรมใกล้บ้านของผู้สูงอายุ โดยจะรวมกลุ่มกันขนาดเล็กประมาณ 5–10 คน ในพื้นที่สาธารณะ เช่น ศาลาประชาคม ศาลากลางหมู่บ้าน หรือบ้านของสมาชิกในชุมชน[2][3] บริการแบบนี้ใช้งบไม่มาก แต่ช่วยให้ผู้สูงอายุที่เดินทางไกลไม่ไหว หรือไม่สะดวกมาที่ศูนย์ฯ ยังได้พบปะกัน มีกิจกรรมทำ และไม่ต้องอยู่บ้านคนเดียวตลอดวัน

นอกจากนั้น มีบริการใหม่ที่กำลังพัฒนาและวางแผนอยู่คือ Group Home บริการสำหรับผู้สูงอายุที่ไม่มีครอบครัวดูแล อยู่คนเดียว และมีรายได้น้อย เป็นพื้นที่อยู่อาศัยร่วมของผู้สูงอายุหลายคนมาอยู่ด้วยกัน ทำให้มีเพื่อน ดูแลกันและกัน และมีทีมงานศูนย์ฯ เป็นผู้หนุนเสริม[2][3] บริการนี้สะท้อนให้เราเห็นว่า ศูนย์ฯ มองไปถึงผู้สูงอายุอีกกลุ่มหนึ่งที่แทบไม่เหลือใคร และไม่ปลอดภัยถ้าอยู่ลำพัง

รัฐสนับสนุนการจัดบริการที่ดี โดยไม่ต้องทำเอง

เมื่อบริการของศูนย์ฯ ดำเนินการต่อเนื่อง หน่วยงานรัฐในพื้นที่ก็ค่อย ๆ เข้ามาสนับสนุนการทำงาน ทั้งเทศบาลตำบลบุ่งไหม รพ.สต. และ พมจ. อุบลราชธานี[2][3] ความร่วมมือนี้เริ่มจากศูนย์ฯชวนหน่วยงานต่าง ๆ มาดูงาน ทำให้เข้าใจดูว่าศูนย์ฯทำบริการอะไรบ้าง ผู้สูงอายุได้อะไรจากการมาใช้บริการ และมองหาโอกาสประสานงานกัน

เทศบาลตำบลบุ่งไหม รพ.สต. และ พมจ. เห็นการให้บริการของศูนย์ฯ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุที่ใช้บริการ ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานก็เติบโตขึ้น หน่วยงานรัฐสนับสนุนการทำงานของศูนย์ฯ ตามที่แต่ละหน่วยงานทำได้ ตัวอย่างเช่น เทศบาลตำบลบุ่งไหม สนับสนุนการจัดกิจกรรมในบริการ Day Care ของศูนย์ฯ รวมถึงมอบหมายโครงการโรงเรียนผู้สูงอายุ และงบประมาณให้ศูนย์ฯ ดูแล ซึ่งเดิมเป็นงานของเทศบาลที่ให้ รพ.สต. ดำเนินการ โดยเทศบาลเปลี่ยนมาให้ศูนย์ฯรับไปทำต่อ เพราะมีความพร้อมทั้งสถานที่ อาสาสมัคร และมีกลุ่มผู้สูงอายุอยู่แล้ว[2][3]  ด้าน รพ.สต. ที่เป็นหน่วยสุขภาพหลัก ศูนย์ฯออกแบบงาน Home Care ให้ใช้ฟอร์มเยี่ยมบ้านและแผนดูแลที่สอดคล้องกับระบบของ รพ.สต. เพื่อให้เวลาต้องประสานเรื่องสุขภาพหรือส่งต่อข้อมูลทำได้ง่ายขึ้น[2] ความร่วมมือนี้สะท้อนให้เห็นบทบาทของหน่วยงานรัฐ ไม่ต้องทำเองทุกอย่าง แต่สามารถสนับสนุนผู้ให้บริการภาคเอกชนหรือภาคประชาสังคมที่มีความพร้อมและดำเนินการได้ดีก็ได้

ด้าน พมจ.อุบลราชธานี สนับสนุนงานบริการของศูนย์ฯให้สามารถดำเนินการต่อได้ในระยะยาว เช่น จดทะเบียนเป็นศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ หรือ ศพอส. ศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน ที่ทำให้ศูนย์ฯมีคุณสมบัติพร้อมเป็นหน่วยร่วมบริการกับภาครัฐ อันสามารถรับการสนับสนุนอื่นๆ จากภาครัฐได้ รวมถึงกำลังพิจารณาจัดตั้งเป็นศูนย์บริการคนพิการทั่วไปในอนาคตด้วย[3]

กรณีของศูนย์สังคมพัฒนาเป็นตัวอย่างของการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐกับผู้ให้บริการนอกภาครัฐ สามารถทำงานร่วมกันและให้บริการประชาชนได้ แต่ละฝ่ายทำงานสนับสนุนคนละส่วนตามที่ทำได้ดี และต่างมีบทบาทสำคัญต่อระบบบริการ



บทเรียนจากศูนย์สังคมพัฒนาฯ

ศูนย์สังคมพัฒนา เราได้บทเรียน 3 เรื่องสำคัญ

เรื่องแรกคือ ภาคประชาสังคมสามารถในการจัดบริการให้ผู้สูงอายุในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีปัจจัยความสำเร็จคือ คนทำงานที่พร้อม การรู้จักชุมชน และมีบริการที่ออกแบบตามชีวิตของผู้สูงอายุแต่ละกลุ่ม บริการจะรองรับชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุ และครอบคลุมผุ้สูงอายุในวงกว้างมากขึ้น

เรื่องที่สอง ระบบข้อมูลและวิธีทำงานที่มีข้อมูลรองรับของศูนย์ฯ ทำให้ศูนย์ฯรู้จักและเข้าใจผู้สูงอายุเป็นรายคน รู้ว่าใครกำลังเจอปัญหาอะไร ควรติดตามต่ออย่างไร และควรประสานส่งเรื่องต่อไปที่หน่วยงานไหน กิจกรรมหรือบริการที่ศูนย์ฯ ได้ดำเนินการ จึงเป็นการดูแลผู้สูงอายุที่มีข้อมูลช่วยตัดสินใจและให้บริการตรงกับความต้องการของผู้สูงอายุ

เรื่องที่สาม ความร่วมมือของศูนย์ฯ กับหน่วยงานรัฐในพื้นที่ ทำให้สามารถให้บริการผู้สูงอายุได้เป็นระบบมากขึ้นและมีโอกาสขยายผลไปในพื้นที่อื่นได้ ทั้งผ่านเครือข่ายสังฆมณฑล และพื้นที่ที่มีความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐในงานบริการ ซึ่งการขยายผลนี้จะทำให้ผู้สูงอายุอีกจำนวนมากก็มีโอกาสใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนของตัวเองต่อไปอย่างมั่นคง ไม่โดดเดี่ยว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

รายการอ้างอิง

  • * บุคคลที่กล่าวถึง เป็นบุคคลที่สมมติขึ้นเพื่อเป็นตัวอย่างอธิบายสถานการณ์ปัญหาของผู้สูงอายุเท่านั้น.

  • [1] สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. (2559). คู่มือระบบการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในพื้นที่ (Long Term Care) ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. https://eh.anamai.moph.go.th/th/ltc

  • [2] ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ศูนย์สังคมพัฒนาฯ สังฆมณฑลอุบลราชธานี. (31 สิงหาคม 2568).

  • [3] ข้อมูลจากการประชุมเชิงปฏิบัติการ การออกแบบแนวทางบริการทางสังคมสำหรับผู้สูงอายุตำบลบุ่งไหม ร่วมกับศูนย์สังคมพัฒนาสังฆมณฑล เทศบาลตำบลบุ่งไหม และ พมจ.อุบลราชธานี. (6 ตุลาคม 2568).




 
 
 
bottom of page